คุณเคยได้ยินคำว่า Artisan ไหมครับ

คำนี้เดิมทีหมายถึง ช่างฝีมือที่ทำงานหัตถกรรมหรืองาน Craft แต่ว่า ในปัจจุบัน ความหมายของ Artisan กว้างขวางขึ้นมาก เช่น คนทำงาน ขนมปังแบบพื้นบ้านที่ต้องนวดต้องปั้น ก็เรียกกันว่า Artisanal Bread เป็นต้น

เวลาที่เราเดินทางท่องเที่ยว หลายคนอาจจะชอบซื้อของฝากประเภท ของที่ระลึกทั้งหลาย แต่ของที่ระลึกหลายอย่าง พอซื้อมาแล้วก็ผิดหวัง เพราะอาจมาพบทีหลังว่าเป็นของที่ Made in China หรือแม้กระทั่ง Made in Thailand นี่เอง ทำให้เกิดความเสียดายหลายระดับ เช่น เสียดายที่นึกว่าเป็นของแท้ๆ (Authentic) จากที่นั่น จนกระทั่งถึง เสียดายแบบคนรุ่นใหม่ คือเสียดาย ‘รอยเท้าคาร์บอน’ (Carbon Footprint) ที่เกิดจากการขนส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เพียงเพื่อที่ลูกค้าจะซื้อแล้วนำกลับมาที่เดิม

ดังนั้น ความนิยมใหม่ในการซื้อของที่ระลึก จึงเป็นเรื่องการหาซื้อ สินค้าประเภท Artisanal ทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแค่ของกิน เท่านั้น ของใช้ เครื่องหนัง ไม้แกะสลัก แผนที่เก่า หนังสือที่มีลายเซ็น ผักดองจากท้องถิ่น ฯลฯ ก็เป็นของที่ระลึกหรือของฝากได้ทั้งนั้น

ว่าแต่ว่า จะไปหาของฝากที่เป็น Artisanal ได้จากที่ไหนล่ะนี่
คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ ‘ตลาด’ ยังไงล่ะครับ

ในช่วงหลัง ‘ตลาด’ (Marketplace) กลายเป็น ‘แหล่งท่องเที่ยว’ ยอดนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพราะว่าคนอยากไปหาซื้อยาสีฟันหรือแชมพู ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันนะครับ แต่เหตุผลในการ ‘เดินตลาด’ มีอยู่ด้วยกันสองอย่าง

อย่างแรกก็คือ การไปเสาะหา Artisanal Products ในความหมายกว้าง บทความของ travelchannel.com บอกว่า ตอนนี้ Artisan Marketplace กำลังอยู่ในช่วง ‘ขาขึ้น’ ในอเมริกา ด้วยแนวคิดง่ายๆ คือการนำเอา ร้านค้าเล็กๆ แนวแผงลอย (Vendors) ของคนพื้นถิ่น มาร่วมกันขายโน่น นั่นนี่ ทำให้เกิดธุรกิจแนวใหม่ที่เรียกว่า Boutique Business ขึ้น

Artisan Marketplace มักจะจัดในสถานที่เปิด หรือไม่ก็เป็นอาคาร ขนาดใหญ่สไตล์ลอฟต์ ซึ่งภายในอาจจะมีร้านอาหารแนว ‘จากฟาร์ม สู่โต๊ะ’ (Farm to Table) รวมอยู่ด้วย ตัวอย่างของ Artisan Market ที่กำลังฮิตมีด้วยกันหลายที่ เช่น

Citizen Supple ในแอตแลนตา จอร์เจีย
ที่นี่อยู่บนชั้นสองของตลาดใหญ่ใจกลางเมืองอีกทีหนึ่ง โดยแรกเริ่มเดิมที เกิดขึ้นจากแนวคิดของผู้ประกอบการหัวสร้างสรรค์อย่าง ฟิล แซนเดอร์ส (Phil Sanders) ที่เปิดร้านแนว ‘ป๊อปอัพ’ (ผมเคยเขียนถึงเทรนด์ป๊อปอัพ ไปเมื่อปีที่แล้ว) โดยนำเอาศิลปินท้องถิ่นมารวมตัวกันขายงานสร้างสรรค์ ของตัวเอง ซึ่งก็ปรากฏว่ามีศิลปินมารวมตัวกันเป็นร้อยๆ คน ไม่ได้มา จากแค่จอร์เจียด้วยนะครับ แต่มาจากทั่วทั้งประเทศเลย อย่างเช่น Little Artifacts ก็นำเอาโคมไฟตั้งโต๊ะแบบทำมือมาเสนอขาย หรือ Flordeliza Brand ก็นำกระเป๋าและเครื่องประดับทำมือมาขาย เป็นต้น

The Source ในเดนเวอร์ โคโลราโด
ตอนนี้เดนเวอร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองฮิปเมืองเก๋อีกแห่งหนึ่งของอเมริกา นะครับ จึงไม่น่าแปลกใจที่มี Artisan Marketplace เกิดขึ้นหลายแห่ง ในเดนเวอร์ แต่ที่ The Source นี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะว่าตั้งอยู่ ในอาคารอิฐเก่าแก่ทางตอนเหนือของเมือง และมีอาหารแนว Artisan มาขายรวมแล้วแค่ 15 เจ้าเท่านั้นเอง แต่ก็ดึงดูดใจให้ผู้คนพากันมาที่นี่

Minatogawa ในโอกินาวา
บริเวณนี้อาจจะไม่ใช่ ‘ตลาด’ เสียทีเดียว แต่มีลักษณะเป็นโกดังเก่า ขนาดเล็กที่มากระจุกตัวกันอยู่ ซึ่งต่อมาก็มีคนมาเช่าทำเป็นร้านอาหาร แนว Artisan Food มีทั้งร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ฯลฯ จนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศ Artisan กันเนืองแน่นในยามบ่าย

Melrose Market ในซีแอตเทิล
ตลาดนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน Artisan Market แรกๆ ที่ได้รับความสนใจ ในระดับประเทศ โดยเปิดในปี 2010 นี่เอง โดยนำเอาตึกที่เป็นโรงงาน รถยนต์เก่าสองตึก ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1919 มาปรับปรุงใหม่ทำให้กลายเป็น ตลาดที่ขายแทบทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร (เช่น Craft Sandwich หรือ แซนด์วิชที่ ‘ทำมือ’) เสื้อผ้า เครื่องแก้ว และของตกแต่งบ้าน

 

เหตุผลอย่างที่สองที่ทำให้เทรนด์การ‘เที่ยวตลาด’ได้รับความนิยม ขึ้นมาก็คือ ‘ประสบการณ์’ ที่ได้จากการเดินเที่ยวตลาดนั้น

ทุกหนแห่งทั่วโลก ตลาดคือ ‘ใจกลาง’ ของมาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองนั้น ดังนั้น การเดินตลาด (โดยเฉพาะตลาดสดที่มีความ Artisan ชัดๆ) จึงทำให้เราเห็นชัดเจน ว่าคนในเมืองนั้นๆ บริโภคอะไร
มีรสนิยมอย่างไร การเดินตลาดจึงมอบประสบการณ์แบบท้องถิ่น (Locality) ให้เราโดยที่ใช้เวลาไม่มากนัก

ในเอเชีย ตลาดสำคัญๆ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเช้า ตัวอย่างเช่น ตลาดที่เมืองทากายามะ ในญี่ปุ่น ตลาดเช้าริมแม่น้ำของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและการซื้อขายข้าวของ ‘ทำมือ’ ทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นผักดองจากในท้องถิ่น มิโสะ ผลไม้สดตามฤดูกาล หรือขนมของกิน (เช่น ดังโงะ ฯลฯ) มากมาย จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมืองไปเลย

แต่ถ้าคุณไปเดิน ‘ตลาด’ ในโลกอาหรับหรือตะวันออกกลาง เช่น ตลาดในอียิปต์ ที่ดูไบ หรือตลาดในตุรกี ซึ่งตลาดของเขาเรียกว่า ‘บาซาร์’ (Bazaars) จะพบว่าตลาดเหล่านี้มักมีลักษณะแคบยาวเป็น
แถบๆ (Strip) แล้วมีร้านรวงต่างๆ อยู่สองข้างทาง ตลาดเหล่านี้มีจุดเด่นหลากหลาย เช่น เป็นตลาดเครื่องเทศที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอม หรือตลาดค้าอัญมณีและตลาดค้าทอง เป็นต้น

นอกจากบาซาร์แล้ว ตลาดในตะวันออกกลางยังมีอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Souq หรือ Souk ด้วย ที่จริงก็เหมือนกับ บาซาร์ นั่นแหละครับ แต่ว่าอาจมีลักษณะเป็น ‘ย่าน’ (Quarter) มากกว่า บาซาร์ คือไม่ได้แคบยาวอย่างเดียว แต่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่กว้างขวางกว่าตลาดแบบแคบยาว
ไม่ได้มีเฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้นนะครับ แต่ในญี่ปุ่น อย่างในโอซาก้าก็มีตลาด Kuromon ซึ่งถือว่าเป็น ‘ครัว’ ของโอซาก้า มีร้านรวงมากมายกว่า 180 ร้าน พร้อมกับประวัติศาสตร์ของตลาดที่เก่าแก่นับย้อนไปได้มากกว่า 100 ปี ด้วย

ตลาดแบบนี้จะมีของเก่าแก่ขายในราคาไม่แพงเพื่อนคนหนึ่งเคยซื้อเสื้อคลุมทอลายละเอียดยิบได้ในราคาถูกแค่ 500 เยนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีทั้งผลไม้ อาหาร และพื้นที่นั่งกินอาหารพร้อมกับนั่งพักไว้คอยรับรอง
นักท่องเที่ยวด้วยที่สำคัญก็คือตลาดแห่งนี้จัดทำไวไฟฟรีเอาไว้ให้คนได้ใช้งานด้วยเรียกว่าพร้อมดึงดูดนัก
ท่องเที่ยวให้เข้าสู่ตลาดจริงๆ

ตลาดอีกแบบหนึ่งที่หลายคนในไทยปัจจุบันอาจไม่คุ้นเคยไปเสียแล้ว ก็คือตลาดแบบ ‘เปิดท้ายขายของ’ ที่เคยฮิตมากๆ ช่วงหลังยุคเศรษฐกิจ ตกต่ำเพราะพิษต้มยำกุ้ง ตลาดแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า Car Boot Sale คือ แต่ละคนจะเอาของใส่ท้ายรถแล้วขับมารวมตัวกันเปิดเป็นตลาดขึ้นมา

ตัวอย่างของ Car Boot Sale ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก็คือตลาดชื่อ Greenside Omniในเมืองเอดินบะระ ตลาดนี้อยู่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนหน่อย แต่จริงๆ แล้วใหญ่มากเปิดขายเฉพาะวันเสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น คุณอาจได้ถาดเงินสวยๆ เก่าแก่ในราคาแค่หนึ่งปอนด์ หรืออะไร
ทำนองนั้น รวมไปถึงของเก่าที่หาไม่ได้ในตลาดทั่วไปด้วย

ตลาดอีกแบบหนึ่งที่ให้ ‘ประสบการณ์’ ในการไป ก็คือตลาดแบบที่ฝรั่งเรียกว่า Wet Market ซึ่งก็คือ ‘กาดงัวกาดควาย’ แบบในภาคเหนือหรือภาคอีสานของไทย ตลาดแบบนี้คือตลาดซื้อขายปศุสัตว์ ที่จริงๆ
ก็แพร่หลายในเอเชียและจีนมานานแล้วรวมถึงในอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยการไปตลาดแบบนี้จะทำให้
คุณได้เห็น ‘ชีวิต’ จริงๆ ของคน ตั้งแต่การกวาดต้อนฝูงปศุสัตว์มาตลาด การซื้อขาย การขนส่ง

 

การล้มวัวควาย รวมถึงอาหารที่ทำกันสดๆ จากสัตว์เหล่านี้

อย่างไรก็ตามตลาดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนมักไม่ใช่ตลาดแบบ‘ขายส่ง’ซึ่งเต็มไปด้วยกิจกรรมการซื้อขายของพ่อค้าแม่ค้า นักท่องเที่ยว จึงอาจไม่สะดวกมากนักในการไปยุ่มย่ามเกะกะ เช่น ตลาดปลาสึกิจิ
ในโตเกียวที่ต้องมีมาตรการต่างๆห้ามนักท่องเที่ยวเข้าไปวุ่นวายและไม่มีของขายสำหรับนักท่องเที่ยว
เหมือนตลาดอื่นๆแต่กระนั้นการไปเยือนตลาดทำนองนี้ก็มอบประสบการณ์ล้ำค่าให้นักเดินทางท่องเที่ยว
อยู่ดี

เหตุผลของการไป ‘เที่ยวตลาด’ ของคนในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ไปจับจ่ายซื้อของเท่านั้น แต่คือการไปซึมซับรับประสบการณ์ และเข้าถึง ‘ใจกลาง’ ของความเป็นเมืองนั้นๆ โดยตรง

วิวัฒนาการของตลาดท่องเที่ยวจึงเริ่มต้นจากเป็นตลาดในท้องถิ่นเงียบๆสงบๆจากนั้นก็เริ่มมีนักท่องเที่ยว
เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งในระยะแรก พ่อค้าแม่ค้าก็จะต้อนรับด้วยดีจนกระทั่งปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเกินขีด
จำกัดหนึ่ง (Threshold) ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวเริ่มมากถึงระดับที่เรียกว่า Critical Mass เกะกะกีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย ตลาดนั้นๆ ก็อาจไม่ค่อยอยากต้อนรับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่

แต่ถ้ามีการจัดการที่ดี และมีนโยบายเปิดกว้างรับนักท่องเที่ยว (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น ตลาด อตก. ในกรุงเทพฯ) ในที่สุดตลาดก็จะพัฒนา ไปเป็นทั้งตลาดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมกันไปในตัวด้วย นั่นหมายถึงพื้นที่ที่กว้างขวางขึ้น การจัดการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดีขึ้น และมีพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว เช่น พื้นที่นั่งกินอาหาร พื้นที่พักผ่อน ฯลฯ รวมไปถึงสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น การจัดการไวไฟ ห้องน้ำ ป้ายบอกทาง ฯลฯ ที่จะทำให้ตลาดสำหรับคนท้องถิ่นและตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวสามารถ
ผสานรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้

เทรนด์ ‘เที่ยวตลาด’ ไม่ได้ เพิ่งมา มันมาแรงนานแล้ว และมีทีท่าว่าจะยิ่งมาแรง มากขึ้นในทุกมุมโลก

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา