ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์การไปกินเลี้ยงในภัตตาคารหรูหรากับกลุ่มเพื่อน เมื่ออาหารน่ากินเริ่มทยอยมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ แต่มีเพื่อนบางคนบอกให้คนอื่นๆ ชะงัก ไว้ก่อน เพื่อที่เขาจะได้เอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปอาหารในจานหลากหลายมุม จนกระทั่งโพสต์ใส่โซเชียลมีเดียเสร็จ จึงยอมให้เพื่อนๆ ได้ลงมือจัดการอาหาร ตรงหน้าได้

นั่นก็แปลว่าคุณคุ้นเคยกับชาวฟู้ดดี้ และพวกเราทุกคนก็ร่วมอยู่ในยุคสมัยของฟู้ดดี้ด้วยกัน

ฟู้ดดี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คนที่ชอบถ่ายภาพอาหารก่อนกินเท่านั้น แต่ฟู้ดดี้หมายถึงกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบและสนใจในเรื่องอาหาร อย่างมากเกินปกติธรรมดา คนกลุ่มนี้เอาจริงเอาจังกับเรื่องการกินอาหาร ปรุงอาหาร เลือกวัตถุดิบ สร้างบรรยากาศร้านอาหาร การจัดตกแต่งจาน ค้นหาความรู้เกี่ยวกับอาหาร ตำนาน ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา เรื่อยไปถึงการพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่องเล่า รสนิยม และ ตัวตน ออกไปสู่คนอื่นผ่านทางสื่อใหม่

ในยุคนี้ ใครๆ ก็เป็นฟู้ดดี้กันได้ไม่ยาก เห็นได้จากในวิถีชีวิตประจำวันใกล้ๆ ตัว ที่เรามีรายการทีวีสอนทำอาหาร แนะนำร้านอาหาร ซึ่งมีมานานเป็นสิบๆ ปี ตอนนี้เราเริ่มตระเวนชิม ทดลองทำ และก็โพสต์รูปภาพรวมถึงคลิปวิดีโอใส่ในสื่อของตัวเองอันได้แก่โซเชียลมีเดีย

เทรนด์ฟู้ดดี้ผลักดันให้ผู้บริโภคต้องการจานขนาดใหญ่ผิดปกติ เพื่อจะได้ภาพถ่ายที่ดึงดูดพิเศษ บางคนต้องการความหยาดเยิ้มแบบ Food Porn ที่มีไขมัน ครีม ชีส และน้ำตาลปริมาณมากผิดปกติ ในขณะที่บางคนต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ จานเล็กลง พลังงานลดลง และใช้วัตถุดิบแบบออร์แกนิคอย่างแท้จริง

สรุปก็คือการใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดของอาหาร อย่างมากเกินกว่าการกินอาหารตามปกติในชีวิตประจำวัน จนถึงขั้นที่ในปัจจุบัน เราต้องการเสาะแสวงหาอาหารแปลกๆ ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อตระเวนชิมอาหารตามสถานที่เฉพาะเจาะจงเพื่อได้ชิมเมนูนั้นโดยเฉพาะ และการอธิบายรายละเอียดของรสชาติ เช่น ไวน์ กาแฟ ขนมหวาน

 

Generation Yum

กลุ่มฟู้ดดี้แสดงให้เห็นถึง เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เกี่ยวกับอาหาร ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและไปไกลสุดทางมากๆ เรื่องนี้ เกี่ยวพันกับวัยและกลุ่มประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

กลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ หรือเรียกว่าเจเนอเรชันวาย หรือมิลเลนเนียล เป็นกลุ่มที่แสดงตัวตนผ่านไลฟ์สไตล์แบบใหม่หลากหลายด้าน โดยด้าน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คืออาหารนั่นเอง

สถิติที่สนุกๆ เกี่ยวกับมุมมองเรื่องอาหารของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จากบทความเรื่อง Is Food The New Status Symbol? ในเว็บไซต์ มีเดียโพสต์ (http://www.mediapost.com/publications/ article/235941/is-food-the-new-status-symbol.html)

  • ร้อยละ 44 ของคนอายุระหว่าง 21-24 ปี โพสต์รูปภาพอาหาร และเครื่องดื่มที่ตนเองกำลังจะกินในโซเชียลมีเดีย
  • ร้อยละ 61 ของคนอายุระหว่าง 21-24 ปี ต้องการไปชิมอาหาร ในภัตตาคารเปิดใหม่ มากกว่าไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่
  • ร้อยละ 52 ของคนอายุระหว่าง 21-32 ปี ต้องการไปร่วมงาน เทศกาลอาหารมากกว่าไปงานเทศกาลดนตรี

กลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ถึงแม้ว่าจะยังมีอายุน้อย รายได้น้อย ฐานะ ไม่มั่นคง แต่พวกเขายอมจ่ายเงินสำหรับมื้ออาหารราคาแพงเกินฐานะ ยกตัวอย่างในอเมริกา คนอายุน้อยๆ มีแนวโน้มที่จะเข้าภัตตาคารหรูหรา มากกว่าคนอายุมาก ร้อยละ 42 ของมิลเลนเนียล เข้าภัตตาคารหรู อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เทียบกับคนรุ่นเจเนอเรชันเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์ ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ปรุงอาหารกินเองภายในครอบครัว หรือ ต้องหลายๆ เดือนจึงจะเข้าภัตตาคารหรูสักครั้ง

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากคนอายุน้อยยังมีความรับผิดชอบและค่าใช้จ่าย ในชีวิตน้อยอยู่ พวกเขาจึงมีเงินเหลือที่จะจับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือย บางครั้ง ยอมใช้ 1 ใน 4 ของเงินเดือนทั้งเดือน สำหรับมื้ออาหารมื้อเดียว อย่างไร ก็ตาม พวกเขามองหาทางเลือกที่จะประหยัดเงิน ด้วยการใช้คูปองลด ราคาจากบัตรเครดิต เพื่อไปใช้บริการในโรงแรมหรูหรา หรือเลือกกินแบบ บุฟเฟ่ต์ เพื่อจะได้คุ้มเงินที่จ่าย และสามารถถ่ายภาพได้มากกว่า

 

Y’s World View

คำถามที่ว่า ทำไมเราต้องสนใจเรื่อง พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่? คำตอบ นั้นสำคัญมาก ก็เพราะกำลังซื้อในตลาด และแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนมือจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์หรือผู้ใหญ่ วัยกลางคน ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่น เจเนอเรชันวาย มิลเลนเนียล เหล่านี้หมดแล้ว

คนรุ่นใหม่มีมุมมองแตกต่างจากคนรุ่นเก่า จุดสำคัญคือการมองโลกที่เปลี่ยนไป การมองโลก ในแง่ดีเป็นรากฐานของพฤติกรรมทั้งปวง

  • การมองโลกในแง่ดี คิดว่าอนาคต จะดีกว่านี้ จะสามารถใช้จ่ายเงินได้สบายใจ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เทียบกับคนรุ่นเก่าที่คิดว่า อนาคตจะเลวร้ายลง พวกเขาจึงบริโภคจับจ่าย ลดลง อดออม ประหยัด
  • ความคิดเกี่ยวกับความสุขที่เปลี่ยนแปลง ไป จุดหมายของชีวิตคือการมีความสุข พวกเขา ถูกเลี้ยงดูมาโดยกลุ่มคนที่ขาดแคลนและยืดเวลา ความสุขออกไปสู่คนรุ่นลูก ดังนั้น พวกเขาซึ่งเป็น คนรุ่นลูก ก็สามารถรับความสุขอย่างเต็มที่และ ทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาหรือยืดเวลาออกไป อีกแล้ว
  • แสดงตัวตนผ่านการบริโภคสินค้าและ บริการที่ประณีต พิถีพิถัน มีเอกลักษณ์แตกต่าง จากคนอื่น ในขณะที่คนรุ่นก่อนแสดงตัวตนผ่าน ตำแหน่งหน้าที่การงานและฐานะทางการเงิน
  • การใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ทำให้ ต้องแสวงหาความสุขและตัวตนออกมาแสดง ตลอดเวลา โดยถือว่าการสร้างตัวตนออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในหน้าที่การงาน เลยก็ได้
  • มีลักษณะเปิดใจกว้าง ยอมรับความแตกต่าง ท้าทายสิ่งอันตราย จึงชอบออกเดินทางท่องเที่ยว พบปะคนแปลกหน้า และไม่อึดอัดเมื่อเผชิญกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง

อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะกลุ่มคนอายุน้อยเท่านั้นที่จะวิ่งตามเทรนด์ฟู้ดดี้ กลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุมากๆ เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ฐานะมั่นคง พวกเขามีโอกาสทดลองไลฟ์สไตล์แปลกใหม่ ก็จะเป็นฟู้ดดี้อีกกลุ่ม ที่น่าสนใจ Sopexa 2015 Foodie Study พบว่าในอเมริกา คนที่ระบุว่าตัวเองเป็นฟู้ดดี้ มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป

 

Food Tourism

การตระเวนชิมอาหารท้องถิ่น ไม่ใช่พฤติกรรมแปลกใหม่สำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยว อาหาร ถือเป็นส่วนหนึ่งซึ่งแนบแน่นกับการท่องเที่ยวมาโดยตลอด แต่เทรนด์ฟู้ดดี้กำลังทำให้อาหารกลายเป็น องค์ประกอบหลักของกิจกรรมการท่องเที่ยวในทริปนั้นๆ ไปเลย

การท่องเที่ยว Food Tourism คือการเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์อาหารเฉพาะท้องถิ่น เพื่อสะท้อน ให้เห็นถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ที่สืบสานตกทอดเป็นมรดก อาหาร

การท่องเที่ยวแบบเดิมนั้นเชิดชูสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ มากกว่า โดยถือว่ามื้ออาหารในระหว่างทริปนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของบริการอำนวย ความสะดวก

กรุ๊ปทัวร์แบบเดิมๆ สำหรับคนสูงอายุ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ มักจะต้องพาไปร้านอาหารสำหรับ คณะท่องเที่ยวที่เสิร์ฟอาหารธรรมดาคุ้นลิ้นของนักท่องเที่ยว ผู้นำทัวร์มักจะมีเครื่องปรุงที่นำติดตัว มาจากทางบ้าน น้ำพริกเผา น้ำปลาพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เทรนด์ฟู้ดดี้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวไป ก่อกำเนิดเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เป็นกลุ่ม คนรุ่นใหม่ ชาวมิลเลนเนียล หรือเจเนอเรชันวาย คนหนุ่มสาวที่มีอายุประมาณ 20-30 ปี ที่มีนิสัย เปิดรับประสบการณ์ และมีเครื่องมือสื่อสารทันสมัยติดตัวตลอดเวลา

คนรุ่นใหม่เจเนอเรชันวาย ไม่มีใครสนใจน้ำปลาพริกที่หัวหน้าทัวร์นำติดตัวไปด้วยแล้ว พวกเขา ต้องการประสบการณ์แท้ๆ ของท้องถิ่นที่ไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมื้ออาหารประจำวัน และ อาหารว่างระหว่างมื้อ

ความคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและรุ่นของประชากร เบบี้บูมเมอร์ มองการท่องเที่ยวเป็นการพักผ่อนที่ต้องสะดวกสบาย รักษาสภาพความเป็นอยู่แบบเดิมเอาไว้ให้ได้ มากที่สุด ที่พักอาศัยสะดวกเหมือนอยู่บ้าน อาหารการกินรสชาติคุ้นลิ้นเหมือนอยู่บ้าน

ในขณะที่เด็กเจเนอเรชันวาย มองการท่องเที่ยวว่าเป็นการผจญภัยและเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ อาหารเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมที่จะให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ พวกเขา จึงกินอาหารท้องถิ่นได้อย่างไม่กลัวหรือรังเกียจ ไม่ว่าจะเป็นอาหารรสจัด กลิ่นรุนแรง ใช้วัตถุดิบ แปลกประหลาด ต้องไปนั่งกินข้างถนนหรือในตลาดสดที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน โดยถือเป็นความ สนุกสนาน ท้าทาย รวมไปถึงการผสมผสานอาหารจากหลากหลายท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ให้กลายเป็น ฟิวชั่นฟู้ดสูตรแปลกๆ

ประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารช่วยให้นักท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับสถานที่ได้อย่างลึกซึ้ง ร้านอาหาร ในท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง มีประวัติศาสตร์ ตำนาน เรื่องเล่าความเป็นมา ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามาถึง สถานที่แห่งนั้น และสามารถกลืนกินส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนั้นได้

 

Social Media

พฤติกรรมการบริโภคนั้นเปลี่ยนแปลงไป ตามเทรนด์และลักษณะประชากรศาสตร์ ในขณะที่โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีการสื่อสาร สมัยใหม่ ที่รวดเร็ว ง่ายดาย และเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ได้เข้ามาขยายเทรนด์ให้ลุกลามใหญ่โต ขึ้น มันถูกนำมาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารตัวตน ออกไปผ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาหาร Zagat เว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้บริการ เรตติ้งคะแนนร้านอาหาร ทำการสำรวจผู้ใช้ ของตัวเองจำนวนมากกว่า 9,000 คน

  • ร้อยละ 60 บอกให้เพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร หยุดกิน ก่อนที่ตัวเองจะถ่ายรูปเสร็จ
  • ร้อยละ 41 โพสต์รูปภาพในโซเชียลมีเดีย ตลอดเวลาที่กินอาหาร
  • ร้อยละ 75 มีความสุขกับการดูรูปภาพ อาหารในโซเชียลมีเดีย และพวกเขาเลือกอุดหนุน ภัตตาคารตามรูปภาพที่เคยเห็น
  • ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เรียกตัวเองว่า ‘ฟู้ดดี้’

สิ่งที่น่าสนใจคือเมนูแปลกๆ ถูกสร้างขึ้นมา และโด่งดังกลายเป็นกระแสฮิตโดยภาพถ่าย ในโซเชียลมีเดีย เช่น โครนัท การผสมกัน ระหว่างโดนัทและครัวซ็อง ภัตตาคารจำนวนมาก สร้างเมนูเฉพาะขึ้นมาให้สวยงามและน่าถ่ายรูป โดยเฉพาะอย่างเช่น เบเกิลสีรุ้ง

เมื่อได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ เปลี่ยนแปลงไป เจ้าของร้านอาหารและผู้ให้ บริการด้านการท่องเที่ยว ก็สามารถปรับตัวตาม ได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน มากคือในสหรัฐอเมริกา ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ทำให้ ภัตตาคารหรูหรา ภาคธุรกิจบริการ และการ ท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางส่วนปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากผู้ใหญ่ ที่มีรายได้สูง ไปจับกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นฟู้ดดี้แทน

รูปแบบที่นิยมทำกันก็คือ

  • จัดตกแต่งจานให้สวย น่ากิน หรือให้มี ลักษณะโดดเด่น แปลกประหลาด
  • ขนาดและปริมาณในการเสิร์ฟแต่ละจาน ที่มากเกินไปจนแปลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ ถ่ายภาพและแชร์ในโซเชียลมีเดีย ถึงแม้ส่วนใหญ่ จะไม่ได้สนใจรสชาติมากนัก
  • พิถีพิถันกับวัตถุดิบราคาแพง และเสิร์ฟ ในขนาดเล็กลง ให้กลายเป็นฟิงเกอร์ฟู้ด เพื่อ นักท่องเที่ยวจะได้ทดลองชิมตัวอย่างอาหารได้ หลากหลายก่อนจะอิ่ม
  • ปรุงสูตรกาแฟ เบียร์ ค็อกเทล เครื่องดื่ม ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านหรือภายในท้องถิ่น
  • บริการอาหารออร์แกนิคจากฟาร์มขึ้นสู่ โต๊ะอาหาร ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นใกล้เคียง
  • เชฟเทเบิล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ที่มาสอน วิธีการกิน ดื่ม และอธิบายวิธีการชื่นชมอาหารเฉพาะ

 

Foodie Trend 2017

บางคนเชื่อว่าเทรนด์ Foodie และ Food Tourism เริ่มต้นมาจาก The Bourdain Effect ตั้งชื่อตาม แอนโทนี บอร์เดน เชฟชาวอเมริกัน นักเขียน นักเดินทาง และพิธีกรรายการทีวี ชื่อดัง เขาจัดรายการทีวีนำเที่ยวแนว Food Tourism ยอดนิยมมาตั้งแต่ปี 2002 ทางสถานี Food Network เมื่อรายการไปถ่ายทำที่ประเทศใด ก็จะจุดกระแสการท่องเที่ยวด้านอาหารใน ประเทศนั้นๆ ให้บูมสุดขีดขึ้นทันที

มาจนถึงทุกวันนี้ Foodie และ Food Tourism อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็น เทรนด์หนึ่งซึ่งมีความสำคัญที่จะผลักดัน เศรษฐกิจและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้อย่างมาก มันทำให้จุดหมายของนักท่องเที่ยว ทั้งโลก เปลี่ยนแปลงมุ่งไปสู่ท้องถิ่นที่มีอาหาร แปลกใหม่และโด่งดังในโซเชียลมีเดีย

 

สถิติเทศกาล อาหารรอบโลก

หลายประเทศจัดงานเทศกาล อาหารเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

  • Melbourne Food and Wine Festival ประเทศ ออสเตรเลีย มีนักท่องเที่ยวจาก ทั่วโลกเข้าร่วมปีละมากกว่า 250,000 คน
  • Pahiyas Festival ประเทศฟิลิปินส์ ทำลายสถิติ นักท่องเที่ยวเพื่อชิมอาหาร มากที่สุดในโลก ในปี 2015 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วม 3.2 ล้านคน
  • Savour ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2014 มีนักท่องเที่ยว 18,000 คน
  • La Tomatina ประเทศ สเปน ในปี 2013 มีนักท่องเที่ยว 50,000 คน
  • Maine Lobster Festival สหรัฐอเมริกา มี นักท่องเที่ยว 30,000 คน
  • San Francisco Street Food Festival มีนักท่องเที่ยว ไม่น้อยกว่า 50,000 คนต่อปี

การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคขนาดยักษ์ใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อย่างเช่นศูนย์การประชุม สวนสนุก ธีมพาร์ค ฯลฯ อาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็น อีกแล้ว เพราะมีความเสี่ยงในการลงทุนสูงกว่า ใช้เวลาคืนทุนนานกว่า ถ้าประเทศ นั้นๆ มีร้านอาหารโด่งดัง หรือมีวัฒนธรรมอาหารแปลกใหม่ที่ดึงดูดใจ

อาหารกลายเป็นองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยว เทียบเท่ากับ สภาพอากาศ ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องกินอาหาร วันละ 3 มื้อ จึงแน่นอนว่าเรื่องอาหารคือสิ่งผลักดันการท่องเที่ยวที่สำคัญ หลายประเทศในโลก รณรงค์ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยมื้ออาหารท้องถิ่น และ มีผลทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลามากขึ้น กว่าจะเดินทางไปแสวงหาร้านอาหาร และชิมได้ครบ

กิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อชิมอาหาร เริ่มตั้งแต่อาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน ตอนเริ่มออกเดินทางไป เรื่อยไปถึงอาหารกล่องบนรถไฟ รถทัวร์ ร้านอาหาร ระหว่างทาง ไปจนถึงจุดหมายปลายทางคือร้านอาหารชื่อดังระดับโลก ที่กลายเป็น จุดหมายการท่องเที่ยวเทียบเท่ากับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ ใช้ไปกับมื้ออาหารพิเศษ นักท่องเที่ยวที่เป็นฟู้ดดี้ จะออกแบบตารางเส้นทางการท่องเที่ยวตามร้าน อาหารที่ต้องการไปชิม ให้ความสำคัญกับกิจกรรมท่องเที่ยวอื่นๆ น้อยกว่า เยี่ยมชมโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ค รวมถึงการช้อปปิ้ง ของที่ระลึก

นักท่องเที่ยวทุกคนสามารถใช้อุปกรณ์การสื่อสาร และต้องการนำเสนอเรื่องเล่า ของตัวเอง ผ่านการท่องเที่ยวที่มีความเฉพาะตัว ประสบการณ์ด้านอาหารที่แปลกใหม่ แตกต่าง หรูหรา หรือผจญภัย เป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ไม่แพ้กิจกรรมการท่องเที่ยว อื่นๆ

American Culinary Traveler Report ปี 2013 ระบุว่านักท่องเที่ยวมีความสุข กับกิจกรรมมื้ออาหารเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 ไปเป็นร้อยละ 51 ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2006 ถึง 2013

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ไม่สนใจเรื่องอาหาร คือนักท่องเที่ยว สูงอายุ และนักท่องเที่ยวกลุ่มชาวเอเชียจะมีนิสัยติดอาหารคุ้นลิ้นมากกว่านักท่องเที่ยว ชาวตะวันตก นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากไม่อยากไปต่างประเทศเพราะไม่ชอบ รสชาติอาหารแปลกถิ่น และจะเลือกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ยังเสิร์ฟอาหาร คุ้นเคย โรงแรมพลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก แก้ปัญหานี้ด้วยการเสิร์ฟอาหารเช้าสไตล์จีน มีข้าวสวย โจ๊ก น้ำเต้าหู้ เป็นต้น และมีหนังสือพิมพ์ภาษาจีนให้บริการ

ในขณะที่คนกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ กำลังเคลื่อนเข้ามามีอิทธิพลหลัก ในสังคมร่วมสมัย พวกเขาเติบโตมาเพื่อมีความสุขแบบทันทีทันใด ในระบบการศึกษาที่ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม อยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสังคม พวกเขารู้สึกว่าต้องมีส่วนร่วม กับคนอื่น ทำตามคนอื่น เฉลิมฉลองตลอดเวลา และนำเสนอตัวตนออกสู่ภายนอก

กิจกรรมการท่องเที่ยวแบบเน้นเรื่องอาหาร กลุ่มคนแบบฟู้ดดี้ และเจเนอเรชันวาย จึงเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง



เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ