ทุกครั้งที่บริษัทเริ่มแปะประกาศวันหยุดประจำปี สิ่งแรกที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือพนักงาน กินเงินเดือนจะต้องทำก็คือคว้าปฏิทินมาดูว่ามีวันหยุด ยาวช่วงไหนบ้าง ถ้าเป็นพนักงานก็อาจจะวางแผนว่า วันไหนสามารถลาเพิ่ม และลากให้เป็นวันหยุดที่ยาวกว่าเดิมได้อีก ตามมาด้วยการเริ่มวาดฝันว่าจะใช้ วันหยุดทำอะไร จุดหมายปลายทางของการไปเที่ยว ควรเป็นที่ไหน เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ต้องไม่ลืมว่า ชีวิตมนุษย์เราควรสั่งสมการออกเดินทางท่องเที่ยวไปดู โลกกว้างไว้เรื่อยๆ ก่อนที่สังขารร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย ให้เดินขึ้นได้ แม้กระทั่งบันไดแค่ไม่กี่ขั้น

ทว่าในยุคที่รูปแบบการท่องเที่ยวถูกเปลี่ยนแปลง ไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าของ เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ โซเชียล มีเดีย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกหัวระแหง อุปกรณ์ แวร์เอเบิล หรือปัญญาประดิษฐ์อันเก่งกาจ ก็ทำให้ การท่องเที่ยวแบบที่เรารู้จักนั้น ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในบทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปสำรวจปัจจุบันและ อนาคตของการท่องเที่ยวกันว่ามีอะไรรอเราอยู่บ้าง

การวางแผนการท่องเที่ยว – การเตรียมตัวเที่ยวที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปัจจุบัน
ทุกวันนี้ยังมีใครอีกบ้างที่ไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ที่ตัวเองจะไปเที่ยวบนอินเทอร์เน็ตเลย อย่างน้อยๆ สิ่งที่จำเป็นจะต้องหาก็อาจจะประกอบไปด้วยกระทู้บนเว็บไซต์พันทิป ซึ่งก็อาจจะเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ดอย่าง ‘บาหลี pantip’ เพื่อไปดูว่าคนที่เขาไปเที่ยวมาก่อนว่าเขาพูดถึงประสบการณ์ตัวเองยังไงบ้าง การไล่อ่านบทความแนะนำ ที่พักหรือที่เที่ยวจากเว็บไซต์ไลฟ์สไตล์ต่างๆ การจองที่พักผ่านบริการจองที่ได้ราคาถูกกว่าจองกับโรงแรมโดยตรง การวางแผนการเดินทางด้วยการศึกษาถนน ตรอก ซอก ซอย จาก Google Maps ไปจนถึงใครล้ำหน่อยก็เปิดเข้าไปดู Google Street View ที่เป็นแผนที่ 360 องศา ให้ได้เห็นตึกรามบ้านช่องรอบด้านแบบจะจะ ล้ำกว่านี้ไปอีกขั้นก็อาจจะ เป็นการดู Google Street View กับอุปกรณ์ชมภาพเสมือนจริงอย่าง Google Cardboard ใส่สมาร์ทโฟนเข้าไปแล้ว ยกขึ้นส่อง ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนตัวเองไปยืนอยู่ ณ จุดนั้นจริงๆ จะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนว่าเมื่อไปถึงจะเจอ อะไรบ้าง และลดโอกาสในการเจอเซอร์ไพรส์ที่ไม่น่าอภิรมย์ให้เหลือน้อยที่สุด

อนาคต
สิ่งต่างๆ ที่เราทำด้วยตัวเองในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการจิ้มสถานที่ หารายละเอียดที่เที่ยว ที่พัก จองโรงแรม ซื้อตั๋วเครื่องบิน เช่ารถ ฯลฯ ในอนาคตอันใกล้จะไม่ใช่ภารกิจที่เราต้องเสียเวลามานั่งทำเองอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ที่เรามีประจำไว้ในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์อย่าง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเอเยนซี่ทัวร์ที่จัดการวางแผนเตรียมทริปท่องเที่ยวแทนให้เราทุกอย่าง

AI ที่ว่านี้จะใช้ฐานข้อมูลจากสิ่งที่เราชอบ โดยอาจจะดูจากประวัติคำค้น การท่องเว็บไซต์ การมีปฏิสัมพันธ์กับ คนอื่นๆ บนโซเชียลมีเดีย แล้วนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาประมวลผลเป็นความชอบของเรา ซึ่งแน่นอนว่าในยุคที่เราถ่ายทอด แทบจะทุกวินาทีของความคิดลงบนโซเชียลมีเดียแบบนี้จะมีข้อมูลให้มันทำความรู้จักเราได้มหาศาลเกินพอ และเมื่อรู้จักเรา ดีแล้ว ผู้ช่วยส่วนตัวอันเก่งกาจนี้ก็จะเสนอทางเลือกให้เราว่าสถานที่ท่องเที่ยวไหนน่าจะเหมาะกับลักษณะนิสัยของเราบ้าง หน้าที่ของเรามีเพียงแค่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกตัวเลือกไหน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่เหลือก็จะถูกจัดการโดยปัญญาประดิษฐ์ ผู้ช่วยของเราเอง

ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำหน้าที่เป็นเอเยนซี่ทัวร์ให้เราในอนาคตอาจจะ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หน้าจอสี่เหลี่ยมเท่านั้น แต่อาจจะมีใบหน้า มีเสียง มีลักษณะนิสัย มีภาพ 3 มิติโฮโลแกรม ให้เราสามารถพูดคุยโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าเทรนด์ เทคโนโลยีนี้เป็นไปได้ เพราะทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ก็แทรกซึมเข้าไป อยู่ในทุกๆ อย่างที่เราใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นบนโทรศัพท์มือถือหรือในตู้เย็น และมันก็มีแต่จะเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ดูอย่างอเล็กซา (Alexa) ที่พัฒนาโดย แอมะซอน ก็เก่งขึ้นทุกวันจนในวันหนึ่งมันอาจจะรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จัก ตัวเองก็ได้

แล้วไม่ต้องห่วงว่ามันจะดูแลเราได้เฉพาะก่อนเดินทาง เพราะในอนาคต อุปกรณ์ประเภทแวร์เอเบิลหรือแก็ดเจ็ตแบบ สวมใส่ได้จะถูกออกแบบมาให้เล็ก บาง และเบากว่าเดิม ทำให้ เราพกพาปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยของเราไปด้วยได้ทุกที่ ในระหว่างทริปการเดินทาง มีผู้ช่วยติดตามเราไปได้ ทุกที่แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสะดุดชะงัก อะไรกลางทาง ตราบใดที่สามารถเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตได้

การเตรียมเดินทาง กับการเดินทางจริง อาจเป็นสิ่งเดียวกัน

อย่างที่กล่าวถึงในตอนต้น ว่าเราอาจจะเปิด Google Street View ผ่านอุปกรณ์ สวมศีรษะแสดงภาพเสมือนจริง เพื่อศึกษาถนนหนทางก่อน เดินทางไปด้วยตัวเอง แต่ในอนาคต แอปพลิเคชันต่างๆ จะถูกพัฒนาให้มี ความรุ่มรวยทางด้านคอนเทนต์และความสมจริงมากยิ่งขึ้น จนคนที่มี รายได้ไม่สูงนักและไม่พร้อมที่จะใช้จ่ายเงินไปกับการเดินทางท่องเที่ยว หรือคนที่ไม่มีเวลามากพอที่จะไปเที่ยวเองอาจจะสามารถ ‘เที่ยวเสมือนจริง’ ได้ ด้วยการไปเยือนสถานที่เหล่านั้นผ่านอุปกรณ์ VR ที่สวมไว้บนศีรษะ ได้ความฟินในระดับใกล้เคียงในแบบที่กระเป๋าสตางค์ไม่แฟบ และยังไม่ ต้องเสียเวลานั่งเครื่องบินหรือรถไฟ

 

การเดินทาง – รูปแบบเครื่องบินและสนามบินแห่งอนาคต

ปัจจุบัน
เทคโนโลยีทำให้ทุกวันนี้การเดินทางของเราสะดวกสบายขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เราเช็กอินผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน จิ้มเลือกที่นั่งที่ต้องการ หรือซื้อบริการเสริมได้เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก เรามีเลขาส่วนตัวประจำสมาร์ทโฟนที่จะคอยตรวจสอบไฟลท์และ แจ้งเตือนเราตลอดเวลาว่าใกล้จะได้เวลาเดินทางออกจากบ้านเพื่อ ไปสนามบินแล้วหรือยัง การจราจรจากบ้านไปถึงสนามบินหนาแน่น แค่ไหน ไฟลท์บินเราดีเลย์หรือเปล่า และจะต้องไปบอร์ดเครื่องบินที่เกตไหน เวลากี่โมง แบรนด์กระเป๋าเดินทางชื่อดังอย่างริโมวาก็เริ่มใช้งานอิเล็กทรอนิกส์แท็ก หรือป้ายติดกระเป๋าแบบอีอิงค์ ที่จะบอกทุกรายละเอียดของผู้โดยสารและไฟลท์เดินทาง โดยหยิบฉวยข้อมูล เหล่านั้นผ่านทางบลูทูธซึ่งในอนาคตอันใกล้ ป้ายติดกระเป๋าเดินทาง แบบนี้จะใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ในขณะที่บางสายการบิน ก็อนุญาตให้ผู้โดยสารใช้สมาร์ทวอตช์แทนบอร์ดดิ้งพาสได้แล้ว

อนาคต
การเดินทางไปสนามบินของเราจะถูกทำให้สะดวกราบรื่นขึ้น ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่พร้อมจะมารับเราไปส่งสนามบิน ได้ผ่านการเรียกทางแอปพลิเคชัน สนามบินจะคลาคล่ำไปด้วยหุ่นยนต์ ที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ พร้อมทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ ผู้โดยสาร ตั้งแต่การบอกข้อมูลพื้นฐานของไฟลท์ รายละเอียดสำคัญ ของจุดหมายปลายทางที่จะเดินทางไป อย่างเช่นสภาพอากาศ และ จะทำแม้กระทั่งนำทางเราไปส่งยังเกต ปัจจุบันหลายแบรนด์ เทคโนโลยีก็เริ่มทยอยเปิดตัวคอนเซ็ปต์หุ่นยนต์ประจำสนามบินแล้ว อย่างเช่นพานาโซนิค เป็นต้น
มนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ไม่มีความ จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำ ตามจุดอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีสามารถอ่าน ใบหน้าและเก็บข้อมูลทางชีวภาพไว้ได้ครบครัน ใครมีความเสี่ยงน้อยก็ปล่อยไปง่ายๆ แต่ใครมี พฤติกรรมหรือทีท่าที่เมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผล แล้วพบว่ามีปัญหา ไม่ใช่เคสธรรมดา ก็จะต้อง ถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

ความบันเทิงบนเครื่องบินในแบบที่เรา คุ้นเคยอย่างการดูหนังผ่านจอที่ฝังอยู่ที่เบาะหน้า ก็จะถูกแทนที่ด้วยคอนเทนต์เสมือนจริง แทนที่ จะแจกหูฟังอย่างทุกวันนี้ ผู้โดยสารก็จะได้รับ อุปกรณ์สวมศีรษะ VR เพื่อใช้ดูหนังเสมือนจริง และจะสนุกจนทำให้ไฟลท์บินที่ยาวนานหลาย ชั่วโมงนั้นไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ดีไม่ดีเดินทางถึง ก็ยังไม่อยากลงจากเครื่องด้วยซ้ำ ซึ่งในตอนนี้ ก็เริ่มมีบางสายการบินทดลองการให้บริการ VR บนเครื่องบินแล้ว อย่างเช่น สายการบิน Qantas ของออสเตรเลีย เป็นต้น

 

จุดหมายปลายทาง – ท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่บนโลก

ปัจจุบัน
โรงแรมเริ่มใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาอำนวยความสะดวกให้แขกที่มาเข้าพัก โรงแรมบางแห่งยกเลิกระบบกุญแจหรือคีย์การ์ดไปโดยสิ้นเชิง แล้วหันมาใช้สมาร์ทโฟนในการปลดล็อกประตู อย่างเครือโรงแรมฮิลตันก็เอาจริงเอาจังกับโปรเจกต์นี้เป็นพิเศษ และมีแผนที่จะติดตั้งระบบ ปลดล็อกประตูด้วยโทรศัพท์ให้กับโรงแรมในเครือกว่า 2,500 แห่ง ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2017

จุดหมายปลายทางที่คนนิยมเดินทางไปจะเริ่มหันเหออกจากรูปแบบเก่าๆ แต่เทคโนโลยีทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยว เกิดใหม่ได้มากขึ้น ที่ที่ไม่เคยมีนักท่องเที่ยวรู้จัก ก็ถูกประชาสัมพันธ์ให้กลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจ ผ่านทางการใช้โซเชียลมีเดีย ของคนในชุมชน สตาร์ทอัพจำนวนไม่น้อยอาสาช่วยประสานงาน และวางแผนการเที่ยวในรูปแบบใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้มากที่สุด

อนาคต
ภายในห้องพักในโรงแรมจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ครบครันกว่าปัจจุบัน ทุกอย่าง ในห้องสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ ระบบเสียง ไปจนถึงระบบปรับอุณหภูมิภายในห้อง แขกที่ เข้าพักเพียงแค่ต้องใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็สามารถ ควบคุมทุกอย่างภายในห้องได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ สนามบิน หุ่นยนต์จะเป็นสิ่งที่เห็นจนชินตา และการมีอยู่ของ มันก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ โดยมีภารกิจง่ายๆ อย่างการนำของที่ต้องการไปส่งให้ที่ห้อง ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ ไม่ต้องลำบากทำเองให้เมื่อย

สำหรับจุดหมายปลายทางก็จะถูกผลักขอบเขตออกไป ให้กว้างกว่าโลกมนุษย์ แค่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติ ก็ได้เห็นความสำเร็จทางการสำรวจอวกาศมาแล้วมากมาย บริษัทเอกชนอย่าง SpaceX ปวารณาตนในการที่จะนำ นักท่องเที่ยวไปยังอวกาศให้ได้ในราคาที่ไม่จำเป็นต้องขายไต เพื่อไปซื้อตั๋ว ไปใกล้หน่อยก็โคจรรอบโลก ไกลอีกนิด ก็ไปดวงจันทร์ หรืออาจจะเลยไปไกลถึงดาวอังคาร หรือ อีกทิศทางหนึ่ง หากไม่พุ่งตัวเองออกไปนอกโลก จุดหมาย ปลายทางก็อาจจะดำดิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามคือ ใต้ท้องทะเลลึก ในจุดที่มนุษย์ยังสำรวจไปไม่ถึงในตอนนี้

 

สรุป
ภาพของการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตที่ได้วาดไว้ให้ผู้อ่านนึกจินตนาการตามนั้น ไม่ได้เป็นอะไรที่เกินความเป็นจริงเลย เพราะทั้งหมด มีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีที่มนุษย์ได้เริ่มพัฒนาแล้ว บางอย่างก็เข้าใกล้ความเป็นจริงมาก บางอย่างก็อาจจะยังอยู่ไกล แต่อย่างน้อยก็มี จุดเริ่มต้นที่ดี ภาษาจะไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางอีกต่อไป หลังจากที่กูเกิลประสบความสำเร็จในการสร้างภาษากลางสากลที่ใช้ในการแปล ทุกภาษากลับไปกลับมาได้แม่นยำ และรวดเร็ว เราจะเดินทางกันได้มากขึ้น เรียนรู้สถานที่ใหม่ๆ ได้อย่างละเอียดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ลดอุปสรรค ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนในระหว่างการเดินทางให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ขอให้เที่ยวกันให้สนุก


เรื่อง : ซู่ชิง จิตต์สุภา ฉิน

TAT Review Magazine 2/2017