Welcome to the Future

ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก เราทุกคนคงคุ้นเคยกับภาพหุ่นยนต์แสนฉลาดที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ในด้าน ต่างๆ แบบเจ้า C-3PO หรือ R2-D2 ในภาพยนตร์ชุด ‘Star Wars’; Rosie หุ่นยนต์แม่บ้านในการ์ตูน The Jetsons หรือสะพรึงกลัวไปกับ AI ชั่วร้ายแบบ Hal 9000 ในหนัง Sci-Fi สุดคลาสสิก 2001 : A Space Odyssey สิ่งเหล่านี้แม้จะดูน่าตื่นตาตื่นใจ หากแต่ดูเป็นเรื่องไกลตัวเราเสียเหลือเกิน

ทว่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล และความก้าวไกลของระบบอินเทอร์เน็ตที่แทรกตัวเข้าไปในทุกอณูของชีวิตประจำวัน ส่งผลให้สิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัย ที่ดูเหมือนจะออกมาจากภาพยนตร์ Sci-Fi สมัยเด็กๆ กลายเป็นความเป็นจริงที่อยู่รอบตัวเราไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นเพียงหุ่นยนต์หน้าตาพิลึกแบบ Domgy สัตว์เลี้ยง AI สัญชาติจีน ผลิตโดยบริษัท Roobo ที่สามารถจำหน้าของเจ้าของ และสามารถเรียนรู้ที่จะเล่นเกมต่างๆ ได้เท่านั้น หากแต่รวมไปถึง อุปกรณ์ที่สามารถทำหน้าที่ธรรมดาๆ แทนมนุษย์ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ โปรแกรมผู้ช่วยส่วนตัวแบบ Siri ที่มากับอุปกรณ์มือถือ iOS รุ่นใหม่ทุกชนิด และสามารถเข้าใจ และปฏิบัติตามคำสั่งเสียงได้ หรือโปรแกรม DeepFace ซึ่งถูกพัฒนาโดย Facebook ที่สามารถรับรู้ และจำใบหน้าของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ

ในการบรรยายในงาน Creativities Unfold CU 2016 : Exit สู่ความจริงรูปแบบใหม่ จัดโดย ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 Dr.Stefan Wess, CEO บริษัท Empolis Information Management ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Big Data กล่าวว่า Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นนวัตกรรมที่ริเริ่มมาได้มากกว่าครึ่งศตวรรษพร้อมๆ กับการพัฒนาของวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเป็นการสร้างระบบเครื่องยนต์ที่เลียนแบบกลไกการเรียนรู้ การคิด ตัดสินใจ ของสมองมนุษย์ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา AI ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจากการปฏิวัติเทคโนโลยี การสื่อสารและการเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Big Data โดยคลัง ข้อมูลปริมาณมหาศาลนี่เองที่เป็น ‘อาหารสมอง’ ให้ AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ แม่นยำมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ สิ่งของ หรือที่อยู่อาศัย สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างกันได้แบบ Machine-to-Machine (M2M) ผ่านวงจรอิเล็กทรอนิกส์และระบบอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า ‘อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง’ (The Internet of Things) ทำให้ AI เป็นแนวโน้มของโลกในอนาคตที่จะส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ของโลกในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมการ ท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

 

You Say You Want a Revolution?

การมาของ AI ไม่ใช่เรื่องที่ชาวเนิร์ดชมรมวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เท่านั้นที่จะสนใจ และให้ความสำคัญ ในการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum 2016 มีการพูดถึง ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4’ ซึ่งการปฏิวัติครั้งนี้เป็นผลพวง จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 หรือการปฏิวัติทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร หากแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งที่ 4 นี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยี แบบสหวิทยาการ ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัลและโลกทางกายภาพเลือนหายไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการเติบโตในลักษณะขยายออกแบบทวีคูณ (Exponential Growth) มากกว่าการเติบโตในทิศทางเดียว (Linear Growth) ที่จะก่อผลกระทบอย่างกว้างไกล ในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม อาทิ การแพทย์ วิศวกรรม การทหาร การค้า การคมนาคม เดินทาง และเป็นไปด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อนๆ การปฏิวัติของ AI จะเป็นความท้าทาย ของเศรษฐกิจรูปแบบเดิม และในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้กับธุรกิจรูปแบบใหม่ ในรายงาน TrendWatching 2017 กล่าวถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี AI ว่าจะทำให้เกิดสินค้าและบริการ รูปแบบใหม่ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก อาทิ Google Home อุปกรณ์ช่วยเหลือภายในที่พักที่สามารถจดจำน้ำเสียงของผู้ใช้ หรือ BeatBox ของบริษัท Puma หุ่นยนต์เทรนเนอร์ให้กับนักวิ่งผ่านกล้องและระบบเซ็นเซอร์ โดย TrendWatching กล่าวว่า จากแนวโน้มประชากรโลกที่อายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชาววัยเกษียณทั่วโลกจะได้รับประโยชน์จาก เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติในการช่วยเหลือพวกเขาในชีวิตประจำวันในอนาคต

สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เทคโนโลยี AI จะมาพร้อมกับการปรับสินค้าและ บริการไปสู่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ อย่างเช่น การเปิดให้บริการรถแท็กซี่ขับด้วยตนเอง ของบริษัท nuTonomy ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2015 การเปิดให้บริการ Self Check-In ของโรงแรมและสายการบินต่างๆ ทั่วโลก หรือแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือที่สามารถจอง เที่ยวบิน รถไฟ หรือที่พักในราคาต่ำสุดที่ค้นหาได้ โดยนักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านบริษัท นำเที่ยวหรือตัวแทนจำหน่ายแบบเดิมอีกต่อไป เทคโนโลยีเหล่านี้จะมาพร้อมกับความท้าทาย และโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการที่ต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับกระแส การเปลี่ยนแปลง

เมื่อปีที่ผ่านมา เครือโรงแรม Hilton ได้ร่วมกับ IBM Watson เปิดตัว ‘คอนนี่’ หุ่นยนต์คอนเซียร์จที่จะทำหน้าที่ต้อนรับแขกที่เข้ามา Check-In ที่โรงแรม ซึ่งการลงทุน ทางด้านเทคโนโลยีของเครือธุรกิจที่พักระดับโลกอย่าง Hilton สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ ธุรกิจท่องเที่ยวชั้นนำล้วนให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและพัฒนาการบริการของตน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาท ในอุตสาหกรรมการให้บริการต่างๆ มากยิ่งขึ้น

 

Tourism: Renewed

ในขณะที่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไปจะเริ่มรู้สึกถึงประโยชน์ที่มากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ เขาสามารถเข้าถึงการบริการที่มีประสิทธิภาพ มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยกว่าเดิม ในราคาที่ถูกขึ้น แต่คนบางส่วนก็มีความรู้สึกกังวลใจว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ ทั้งหลายจะทำให้เกิดการเลิกจ้างงาน โดยเป็นที่ยอมรับกันดีว่าการปฏิวัติเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้ เกิดการเลิกจ้างในปริมาณมหาศาล สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงกับ ‘คน’ มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง การเข้ามาของ AI จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

รายงาน TrendWatching 2017 กล่าวถึงแนวโน้ม ‘มนุษย์รูปแบบใหม่’ (Humans : Renewed) ว่า ในขณะที่เทคโนโลยี AI จะทำให้สินค้าและบริการรูปแบบเก่าบางอย่างหายไปพร้อมกับการจ้างงานบางส่วน แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างสินค้าและบริการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความสามารถในรูปแบบใหม่ โดยคำถามสำคัญคือเราจะใช้เทคโนโลยี AI ที่กำลังจะกลายเป็นสิ่งสามัญในชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัท Clock Software ผู้ให้บริการโปรแกรมซอฟต์แวร์สสำหรับธุรกิจโรงแรมที่พักกล่าวว่า ผู้ประกอบการ โรงแรมไม่ควรมองว่าการให้บริการ Self Check-In จะเป็นการทำให้พนักงานในโรงแรมไม่มีงานทำ ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกจ้าง ตรงกันข้าม เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นการทุ่นแรงพนักงาน ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้มี เวลาในการทำงานอื่นๆ ที่ต้องการการเอาใจใส่ดูแลมากกว่า ในขณะที่ Dr.Wess กล่าวในการบรรยายให้ กับ TCDC ว่ามนุษย์เท่านั้นที่มีศักยภาพในการคิดค้นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อจะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อสนองคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือ Human Value

แม้ว่าการท่องเที่ยวในอนาคตจะได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มาสู่ทั้งผู้ประกอบการและ นักท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นและสร้างสรรค์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เข้าถึง พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคได้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในการช่วงชิงและรักษากลุ่มลูกค้า เพราะโดยท้ายที่สุดแล้ว การคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมการให้ บริการใหม่ๆ เพื่อรองรับความคาดหวังที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาของลูกค้า อาจเป็นบทบาทสำคัญที่สุด ของผู้ให้บริการทางการท่องเที่ยวในโลกที่หุ่นยนต์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง


ที่มา :

 

เรื่อง : ชญานิน วังซ้าย
พนักงานวางแผน 5 กองวิจัยการตลาด ททท.