โตมร สุขปรีชา

  • การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนสร้างบาดแผลให้การท่องเที่ยวไทยอย่างสาหัส โดยเฉพาะธุรกิจที่เลือกจะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
  • แต่ไม่ใช่กับสองธุรกิจเล็ก ๆ ในอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มาดูกันว่าพวกเขามีวิธีการเอาตัวรอดในวิกฤตนี้อย่างไร

 

สีม่วงสะพรั่ง ตัดกับสีส้มสว่าง สีชมพูสดใสและสีเขียวกระจ่างในแสงแดด

ยามสายของฤดูหนาว ผู้คนแย้มยิ้มแนบใบหน้าเข้ากับสีสันเหล่านั้น และวางท่าให้ถ่ายรูป

ใช่ – นั่นคือสีสันของดอกไม้ ที่ไม่ใช่เพียงดอกไม้สะพรั่งบานเท่านั้น แต่ยังเกิด

‘ปรากฏการณ์’ สะพรั่งบานของ ‘ฟาร์มดอกไม้’ เต็มทั่วไปในหุบเขาและริมแม่น้ำของเชียงใหม่ตอนเหนืออย่างในอำเภอแม่ริม

บนถนนสายเล็ก ๆ ที่ลัดเลาะไปในหมู่บ้าน ถนนที่แทบโล่งร้างว่างเปล่า ไม่มีใครสัญจร บัดนี้กลับเต็มแน่นไปด้วยรถรา ผู้คนขนัดแน่น โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาวที่ผู้คนแห่แหนกันมาสูดอากาศหนาว และถ่ายรูปสวยกับดอกไม้เป็นที่ระลึก

ผมมีบ้านอยู่ในส่วนสงัดเงียบของอำเภอแม่ริมมาเกือบทศวรรษครึ่งแล้ว บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริมส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนินเขาสูงทางฟากฝั่งที่มีหมู่บ้านหรูตั้งอยู่อัดแน่น พูดได้ว่า – แถวนี้เป็นเพียงชายขอบของแม่ริมเท่านั้น เพราะเพียงข้ามแม่น้ำปิงไป ก็จะกลายเป็นอำเภอสันทรายไปเสียแล้ว บ้านของผมที่ตั้งห่างจากแม่น้ำราว 500 เมตร จึงเป็นบ้านที่ก้ำกึ่งอยู่บนเส้นเขตแดน อยู่ในอำเภอแม่ริม – แต่ก็ไม่ใช่แม่ริมเสียทีเดียว

ตัวอย่างเช่น แม้แม่ริมจะมีร้านกาแฟเก๋ไก๋เต็มไปหมดนับร้อย ๆ ร้าน แต่ร้านที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด กลับคือร้านที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ เป็นร้านกาแฟที่บาริสต้าหนุ่มปลุกปั้นและต่อสู้มากับมือเมื่อสิบกว่าปีก่อน ร้านของเขาเปิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ผมสร้างบ้าน เมื่อแวะเวียนไปที่นั่น ผมจึงรู้สึกอุ่นใจ คล้ายได้พบเจอเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

แต่ร้านนั้นไม่ได้อยู่ในอำเภอแม่ริม

 

 

เมื่อแรกเปิดร้าน หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ร้านที่แทบจะอยู่ใน Middle of Nowhere อย่างร้านกาแฟแสนสวยร้านนี้ จะ ‘อยู่รอด’ ได้อย่างไรกันหนอ ใครจะดั้นด้นเดินทางเข้ามา เพราะถ้าจะเข้ามาทางฝั่งสันทราย ก็ต้องขับรถออกจากตัวเมืองเชียงใหม่เกิน 20 กิโลเมตร จากนั้นก็ต้องเข้าซอยลึกลับซับซ้อนมาอีก ผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ทุ่งนา สวนลำไย วงเวียน และความคดเคี้ยวของเส้นทาง กว่าจะมาถึงได้

การเข้ามาจากทางแม่ริมยิ่งแล้วใหญ่ แค่บอกทางเพื่อน ๆ เวลามาเยี่ยมบ้านของผมก็ยังเป็นเรื่องยาก การจะทำให้ผู้คนทั่วไปรู้ว่า มีร้านกาแฟหนึ่งอยู่ตรงนั้น แม่ริมก็ไม่ใช่ สันทรายก็ไม่เชิง เพราะโดยที่ตั้ง ร้านนั้นก็เหมือนบ้านผม – คือมันอยู่ตรง ‘ชายขอบ’ ของสองอำเภอทั้งคู่ พูดได้ว่าเราต่างเป็นชายขอบของกันและกัน

ในฐานะบ้าน – ผมพึงพอใจ, เพราะบ้านที่ไม่ได้ติดถนนใหญ่ ไม่มีความพลุกพล่านอึกทึกจอแจ ย่อมเป็นบ้านที่พึงปรารถนา

แต่ในฐานะร้านกาแฟ – ผมไม่รู้ว่าเจ้าของร้านจะพึงพอใจได้หรือเปล่า เพราะนั่นหมายความว่า ถ้าผู้คนจะมา พวกเขาต้องดั้นด้นมา ร้านกาแฟแห่งนี้จึงไม่มีทางอยู่ในสถานะ Third Place หรือสถานที่ที่สาม ที่ผู้คนจะใช้เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิดของโฮเวิร์ด ชูลทซ์ ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟอย่าง Starbucks ได้เลย

ชูลทซ์คิดว่า ร้านกาแฟควรจะเป็นเหมือนศาลาประชาคม เป็นที่ที่ผู้คนมาพบปะสังสันทน์ พูดคุยและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ในชีวิตประจำวัน แต่นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนอันมีวัฒนธรรมกาแฟเก่าแก่ยาวนาน รวมทั้งมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่ำ ราคากาแฟจึงไม่ได้ ‘แพง’ จนเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้

แต่กับที่นี่ หากร้านกาแฟจะเป็นร้านกาแฟที่คัดสรรเมล็ดพันธุ์ เลือกเบลนด์กาแฟชั้นเยี่ยม ใช้เครื่องชงกาแฟที่สกัดกลิ่นรสออกมาได้งดงาม ผสานไปกับความรู้ของบาริสต้า ว่าวันไหนฝนตกหรืออากาศแห้งต้องบดกาแฟแบบไหนหยาบหรือละเอียดอย่างไร ต้องอัดกาแฟลงไปในเครื่องมากน้อยแค่ไหน

ผมเคยพาเพื่อนชาวอเมริกันไปกินกาแฟที่ร้านนี้ เพียงจิบ เขาก็อุทานขึ้นมาเลยว่า นี่คือกาแฟที่รสชาติดีอย่างยิ่ง เข้มข้น เต็มไปด้วยกลิ่นรส แต่กลับไม่ขม ทว่าเต็มไปด้วยรสชาติซับซ้อน

บาริสต้าหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟนั้นเลือกใช้เมล็ดกาแฟในไทย แต่เขาไม่ได้เลือกโดยตั้งเป้าไว้ที่การทำกำไรสูงสุด เขาเลือก – เพื่อให้ร้านของเขามีกาแฟที่ดีที่สุด แม้เป็นกาแฟไทย แต่ก็เป็นกาแฟที่ได้รับการจัดลำดับไว้ในอันดับต้น ๆ ของโลก จากการแข่งขันกาแฟเมื่อหลายปีก่อน

ที่สำคัญ บาริสต้าของเรายังเรียนรู้กลเม็ดเคล็ดลับในการทำกาแฟสม่ำเสมอ เขาขึ้นดอยไปยังไร่กาแฟ ไปทำความรู้จักกับคนปลูกกาแฟจนถึงไร่ ทำความรู้จักกับดินและน้ำ รวมถึงวิธีตาก วิธีโปรเซสกาแฟ และเมล็ดกาแฟรูปแบบต่าง ๆ

เขายังลงมือทำขนมต่าง ๆ ด้วยตัวเอง พัฒนาเมนูประกอบกาแฟใหม่ ๆ อยู่เสมอ โชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ร้านกาแฟของเขาอยู่ในบริเวณบ้านของครอบครัว และครอบครัวก็ทำอะไรหลายอย่าง เช่น เพาะดอกหน้าวัว ทำสวน และทำที่พักเล็ก ๆ ที่มีเพียงหนึ่งห้องนอนสำหรับแขกที่รู้จักจะได้มาพัก และกระทั่งพัฒนาสูดยาดมแบบส้มโอมือที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจนเป็นที่ติดใจคนที่ผมซื้อไปฝากหลายคน

แต่ใช่ – เขาไม่ได้ได้กำไรอะไรมากมายนักหรอก

“ก็ยังต้องสู้ครับ” เขาบอกผม “แต่สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือได้อยู่กับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่เรารักโดยไม่มีต้นทุนสูงมากนัก”

สิบปีที่แล้ว เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ถนนเล็ก ๆ ในพื้นที่แถวบ้านของผมก็เคยคลาคล่ำไปด้วยรถราแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในวันนี้

ตอนนั้น ผู้คนหนีน้ำมาที่นี่กันจำนวนมาก ไปพำนักอยู่ตามบ้านใครต่อใคร ที่บ้านของผมเองก็มีเพื่อนมาอยู่ด้วยนานหลายสัปดาห์ และแม้หลังวิกฤตน้ำท่วมจะคลายตัวลงไปแล้ว เราก็ยังเห็นรถราแล่นไขว่หนาตาอยู่อีกนานหลายเดือนหรืออาจเป็นปี นัยว่าผู้คนขับรถหาที่ทางเพื่อดูลู่ทางเผื่อไว้ในกรณีที่กรุงเทพฯ จมบาดาลอย่างถาวร พวกเขาจะได้มีที่อยู่

ตอนนั้น การซื้อขายที่ดินเป็นไปอย่างคึกคัก ป้ายประกาศขายที่ที่เคยอยู่ตรงนั้นตรงนี้ค่อย ๆ ถูกทยอยนำออกพร้อม ๆ กับที่มีป้ายใหม่ ๆ ถูกนำมาปัก แม้แต่ที่ที่ติดกับบ้านของผมเอง ที่ที่ติดจำนองธนาคารอยู่นานนับสิบปี จู่ ๆ ก็มีคนมาซื้อ และซื้อที่แทบโอบล้อมที่ดินของผมด้วยซ้ำ คนหน้าใหม่เข้ามาซื้อที่ แต่พวกเขาไม่เคยมาอยู่ ที่รอบบ้านของผมจึงยังรกร้าง

ในระยะแรกของทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาคนที่มาซื้อที่เหล่านี้เป็นคนกรุงเทพฯ ผู้เสาะหาที่เผื่อหนีน้ำในอนาคต แต่ในช่วงห้าหกปีหลัง เมื่อที่ดินราคาแพงขึ้นไปเรื่อย ๆ คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ ‘มาแรง’ อย่างมาก ก็คือชาวจีน

“เขาไม่ได้แค่มาเที่ยวนะ” รุ่นพี่คนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ในอำเภอแม่ริมบอก “แต่เขามาอยู่กันเลย”

เหตุผลที่ชาวจีนเลือกมาอยู่เชียงใหม่กันคงมีมากมายหลายสาเหตุ

แต่เหตุผลหนึ่งที่รุ่นพี่บอกก็คือ พวกเขาส่งลูกมาเรียนในโรงเรียนนานาชาติ โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติชื่อดังในอำเภอแม่ริม

ครั้นส่งลูกมาแล้ว จะปล่อยลูกมาเลยก็ใช่ที่ ดังนั้น ชาวจีนหลายคนจึงหาวิธีซื้อที่ดินใกล้ ๆ โรงเรียน เพื่อที่จะส่งแม่มาอยู่ดูแลลูก ไม่ว่าที่ดินนั้นจะราคาเท่าไหร่ก็ยินดีซื้อไม่อั้น ด้วยเหตุนี้ ที่ดินในแถบถิ่นนี้จึงมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนคนท้องถิ่นแทบหยิบจับไม่ได้เป็นช่วงเวลาเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ร้านกาแฟของบาริสต้าใกล้บ้านผมประคับประคองตัวอยู่ได้

 

 

การ ‘เข้าถึงยาก’ ของร้าน กลายเป็นเสน่ห์ลึกลับบางอย่าง ยิ่งมีอาการ ‘เข้าถึงยาก’ แต่ไม่ได้ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่จนเกินไป ก็ยิ่งทำให้เสน่ห์นี้ดึงดูดผู้คนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ร้านกาแฟทำนองนี้ค่อย ๆ เกิดตามมาอีกหลายแห่ง บางร้านจัดสวนสวย มีน้ำพุแบบตะวันตก ลานสนามกว้าง ๆ เขียว ๆ ขนมเค้ก และอาหารตำรับตะวันตก แต่ตั้งอยู่ใจกลางทุ่งนาตรงรอยต่อระหว่างอำเภอสันทราย

และพร้าว บางร้านฝังตัวลึกเข้าไปริมคลองชลประทานที่อีกฝั่งถนนเป็นคลองชลประทานเส้นเล็กที่ไม่มีใครรู้จัก และอีกหลายต่อหลายร้านที่ใช้ความเข้าถึงยากให้เป็นเสน่ห์

ผู้คนที่มาที่นี่รู้สึกเหมือนได้ผจญภัยไปยังดินแดนที่พวกเขาไม่รู้จัก จากคนธรรมดาทั่วไป กลายเป็นดาราที่มาที่ร้านแล้วถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ซึ่งก็ยิ่งดึงดูดผู้คนมากขึ้นไปอีก

จากดารามีชื่อเสียง กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ผู้เข้าใจในพลังของ Instagramability จึงตระเวนไปหาที่ถ่ายรูปตามร้านต่าง ๆ ซึ่งก็ยิ่งกระตุ้นให้คนทั่วไปสนใจวิถีทำนองนี้มากเข้าไปอีก

และจากคนไทยทั่วไป กลายมาเป็นกลุ่มคนจีนที่มีกำลังซื้อมากยิ่งกว่า รวมทั้งรู้สึกถึงมนต์ขลังของความ ‘เข้าถึงยาก’ เข้มข้นกว่า เพราะพวกเขาเดินทางไกลมาจากเมืองใหญ่ที่นั่นที่นี่ทั่วทั้งประเทศจีน เพื่อมาผจญภัยในดินแดนแสนสวยของเชียงใหม่

ร้านกาแฟและธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้จึงค่อย ๆ เปลี่ยนไป

แถวบ้านที่ผมอยู่ มีสวนดอกไม้มากมายอยู่แล้ว แต่เมื่อสิบปีที่แล้ว แทบทั้งหมดเป็นสวนดอกไม้ที่ทำเพื่อตัดดอกไม้ขาย ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม  สวนเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนในตอนกลางคืน เพราะพวกเขาจะ ‘หลอกดอกไม้’ ด้วยการเปิดไฟโคมสว่างจ้า ให้ดอกไม้เร่งเติบโตขยายตัวจะได้ใช้เวลาในการบานเร็วที่สุด

 

สวนดอกไม้เหล่านี้เพิ่งเริ่มเปิดตัวเป็นฟาร์มสำหรับนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมถ่ายรูปอย่างเห็นได้ชัด ก็เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง และมาเฟื่องฟูอย่างมากก็ในปีนี้ วิธีคิดในการเปิดฟาร์มดอกไม้ให้คนเข้าเยี่ยมชมนั้น ในด้านหนึ่งคือการบูรณาการกลยุทธ์ทางการตลาดและวิถีชีวิตที่น่าทึ่ง เพราะในเมื่อมีฟาร์มดอกไม้อยู่แล้ว ดอกไม้ที่บานแล้ว แต่ยังบานไม่เต็มที่มากพอจะตัดไปขาย ก็ทำไมจึงไม่เปิดให้คนเข้าชมเสียด้วยเล่า ในเมื่อนักท่องเที่ยวมีความต้องการนี้อยู่ ดอกไม้ไม่ได้เสียหาย จึงมีแต่ผู้ได้ประโยชน์

เมื่อการท่องเที่ยวแพร่เข้ามามากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ฟาร์มดอกไม้หลายแห่งเลือกทำ ก็คือการ ‘จำกัด’ จำนวนนักท่องเที่ยว แบบเดียวกันกับที่อุทยานแห่งชาติหลายแห่งเลือกจำกัดจำนวนผู้มาเยือน เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรของตัวเองให้มากที่สุด โดยยังสร้างรายได้ให้ตัวเองได้สูงสุดด้วย ที่สำคัญก็คือ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่มากเข้า ก็ต้องมีการตกแต่งสวน เพิ่มเติมพื้นที่สำหรับถ่ายรูป รวมถึงให้บริการอื่น ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงการทัวร์ชมพื้นที่รอบ ๆ ซึ่งหลายแห่งใช้รถพ่วงของชาวบ้านมารับส่ง โดยอุดมคติ นี่จึงเป็นการกระจายรายได้จากฟาร์มดอกไม้ไปสู่ชุมชนด้วย

แม้มีคำถามเชิงระบบนิเวศและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับฟาร์มดอกไม้เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง หรือสายพันธุ์ของดอกไม้ แต่ถ้าการจัดการดีพอ ก็สามารถควบคุมปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เลยเถิดก่อผลเสียต่อพื้นที่ข้างเคียงได้

แน่นอน ฟาร์มดอกไม้ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ย่อมเกิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก เพราะพวกเขาคือผู้ใช้จ่ายสำคัญของเชียงใหม่ แต่เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหายไป ถามว่าธุรกิจนี้ – ซึ่งที่จริงเพิ่งจะเริ่มบูม, ได้หายไปด้วยหรือเปล่า

คำตอบก็คือไม่

ย้อนกลับไปที่ร้านกาแฟของเราอีกครั้ง แน่นอน มีร้านกาแฟจำนวนไม่น้อยล้มหายตายจากไป โดยเฉพาะหลายแห่งที่เปลี่ยนตัวเองเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนมากขึ้น ด้วยการใช้สีสัน วิธีตกแต่งป้ายบอกทาง และอื่น ๆ

ร้านเหล่านี้อาจไม่ได้มีเจตนาจะสร้างสรรค์สถานที่ให้มีลักษณะ Exclusive สำหรับคนจีนโดยเฉพาะหรอก แต่เมื่อลูกค้าหลักคือคนจีนพวกเขาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองไปทีละนิดด้วยอัตราเร่ง จนในที่สุดธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหลายแห่งทั้งในแม่ริมและในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็แทบจะมีลักษณะของ Single Targeted Tourism คือมุ่งเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายเดียวเท่านั้น

แต่เมื่อ COVID-19 มาเยือน – ความเงียบเหงาอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อนก็บังเกิดขึ้น มีร้านรวงและธุรกิจมากมายที่ล้มหายตายจาก บางแห่งอาจไม่มีวันรื้อฟื้นตัวเองขึ้นมาได้ตลอดกาล แต่กระนั้นก็มีบางธุรกิจ หรือบางร้านธุรกิจนั้น ๆ ที่อยู่รอดได้

คำถามก็คือ – ทำไมเป็นอย่างนั้น

เหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่หลายธุรกิจยังอยู่รอดได้ทั้งที่นักท่องเที่ยวหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีนหายไป ก็คือพวกเขาไม่ได้ตั้งใจปรับแปลงธุรกิจของตัวเองเพื่อรองรับเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่รู้จักปรับตัว ซึ่งหากใช้ศัพท์ในทางระบบนิเวศ ต้องเรียกว่าธุรกิจเหล่านั้นมี Resilience หรือความยืดหยุ่นทรหด เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ก็สามารถหาวิธีต่อสู้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้

บาริสต้าในร้านกาแฟใกล้บ้านผม เมื่อธุรกิจซบเซาลงเขาเลือกไปเปิด Kiosk เล็ก ๆ ในพื้นที่อื่นเช่นตลาด Farmers’ Market ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยยังคงให้ร้านกาแฟของตัวเองเป็นเหมือนศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ เช่นเดียวกับฟาร์มดอกไม้ ที่การตัดดอกไม้สดส่งออกอาจจะมีรายได้ลดลง วิธีคิดแบบใหม่จึงเกิดขึ้น มันอาจเป็นการต่อสู้เพื่อหนีการล้มหายตายจาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราจะเห็นได้เลยว่า สภาวะยากลำบากนั้นขับดันให้มนุษย์แสวงหาวิธีใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์เพื่อดิ้นรนเอาตัวรอด

และวิธีหนึ่งที่สำคัญ ก็คือการย้อนกลับไปถามตัวเองว่า อะไรคือ Passion นั้นของตัวเอง อะไรทำให้พวกเขาลุ่มหลงในมันอย่างที่สุด กลิ่นหอมของกาแฟหรือ สีสันของดอกไม้หรือ

 

 

พวกเขาทำให้ผมนึกถึงโรงงานสาเกในเมืองเล็ก ๆ ทางภาคกลางของญี่ปุ่น โรงงานที่ไม่เคยละทิ้งวิธีผลิตแบบดั้งเดิมไปเลย ไม่ว่าตลาดจะซบเซาหรือดีงามเพียงใดก็ตาม พวกเขายังคงผลิตในปริมาณที่พอผลิตได้ ไม่เร่ง

ตัวเองจนมากเกินไปในยามที่ความต้องการสูง ไม่ขยายตัวจนล้นเกิน จึงไม่ตระหนกมากนักเมื่อความต้องการต่ำลง แต่ใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อการพัฒนาและวิจัย ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และในด้านการตลาด จนสามารถย้อนกลับมาสร้างยอดขายได้ดีขึ้นอีกครั้งตามกระแสหรือเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้เมื่อยอดขายดีขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้เห่อเต้นตามจนลุกขึ้นขยายโรงงานให้ใหญ่เกินไป

คนที่โน่นเคยบอกผมว่า ถ้าเรารู้จัก ‘ราก’ ที่แท้จริง ว่าเราต้องการทำอะไร รักอะไร และยึดมั่นอยู่กับความรักและรากนั้นอย่างรู้ทันกับมัน ต่อให้ภาวะภายนอกผันผวนมากแค่ไหน ตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราก็จะยัง ‘พออยู่ได้’ อยู่ดี

เพราะเมื่อเรารักสิ่งที่เราทำ สิ่งนั้นก็จะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางให้เรา ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้นำทางธุรกิจนั้นไปเรื่อย ๆ อันเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก

ผมคิดว่า – ร้านกาแฟ ฟาร์มดอกไม้ และธุรกิจท่องเที่ยวที่แม่ริมและที่อื่น ๆ ในไทยก็อาจเป็นอย่างนั้นได้เหมือนกัน

ถ้าเพียงแต่เราจะรู้จักตัวเองให้มากเพียงพอ