Being old does not decrease the human’s need for travel. No matter how old people are, as long as they are healthy, these travel lovers still want to make a journey anyway. In the U.S., more than 99% of the baby boomer population has been waiting to travel for their annual vacation. On average, they will go on a trip 4-5 times a year. How can we cope with this market segment?

ความสูงวัยไม่ได้ทำให้ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของมนุษย์ลดน้อยลง ไม่ว่าคุณจะอายุสิบห้า ยี่สิบ หรือเจ็ดสิบ แปดสิบปี ถ้าสภาพร่างกายยังเอื้ออำนวย คนที่รักการเดินทางก็จะยังอยากออกเดินทางอยู่เสมอ 

มีการศึกษาเทรนด์ที่เรียกว่า Boomer Travel Trend เมื่อปี 2016 (ดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.aarp.org/research/topics/life/info-2015/2016-travel-trends.html) ในคนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์อเมริกัน ซึ่งถือได้ว่าเริ่มเข้าสู่ความเป็นผู้สูงวัยแล้ว พบว่าในกลุ่มที่สำรวจนั้น มีชาวบูมเมอร์มากถึง 99% (คือเกือบทั้งหมด) ที่รอคอยการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อพักผ่อนประจำปีนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว จะมีการเดินทางกันถึงปีละ 4−5 ครั้ง โดยเป็นการเดินทางทั้งในประเทศและนอกประเทศ โดยการเดินทางที่ว่านี้คือการเดินทางเพื่อพักผ่อน ไม่ใช่เดินทางเพื่อธุรกิจ

ในไทย เวลาบอกว่าผู้สูงวัยอย่างคุณป้าคุณย่าคุณยายอยากออกเดินทางท่องเที่ยว หลายคนอาจประหลาดใจและตั้งคำถามขึ้นมาว่า − จะไปทำไม อยู่บ้านดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว มัวไปเดินทางท่องเที่ยว ประเดี๋ยวก็หกล้ม เกิดอุบัติเหตุ ทำให้วุ่นวายยุ่งยากมากขึ้นไปอีก

แต่จากผลการสำรวจที่ว่ามาข้างต้น พบว่าผู้สูงวัยอยากออกเดินทางไปด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับคนวัยอื่นนั่นแหละ นั่นคืออยากไปใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง อยู่ในกลุ่มคนที่รักใคร่กัน รวมไปถึงการอยาก ‘หนี’ ออกจากสิ่งแวดล้อมที่ซ้ำซากจำเจ แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ก็คือ เพื่อไปผ่อนคลาย และ ‘ฟื้นวัย’ (Rejuvenate) ให้กับตัวเองด้วยเพราะการเดินทางท่องเที่ยวสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้เกิดขึ้น 

ดังนั้น เอาเข้าจริงแล้ว การเดินทางท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้สูงวัยมากกว่าคนวัยอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แม้ 99% บอกว่าอยากออกเดินทางท่องเที่ยว และเฝ้ารอการได้เดินทางท่องเที่ยว เรื่องน่าเศร้าก็คือ เอาเข้าจริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถออกเดินทางท่องเที่ยวได้ ‘จริง’ เพียงแค่ 1 ใน 10 หรือราว 10% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือนั้นพบว่าความอยากออกเดินทางท่องเที่ยวนั้น เป็นได้แค่ ‘ความคิด’ เท่านั้น เพราะเกิดอุปสรรคต่างๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การสำรวจนี้พบว่า ถ้าสามารถออกเดินทางได้ ผู้สูงวัย จะออกเดินทางโดยมีความกังวลกับเรื่องงบประมาณน้อยกว่าคนวัยอื่นๆ มาก แต่ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเงินมากกว่าคนกลุ่มอื่นนะครับ เพราะก็ยังเดินทางด้วยสายการบินแบบชั้นประหยัดกันอยู่ ไม่ได้เลือกโรงแรมหรูหราอะไร เพียงแต่ไม่ได้จำกัดจำเขี่ย หรือต้องคอยระวังงบประมาณแบบสุดๆ เท่านั้นเอง

นั่นเพราะคนกลุ่มนี้ที่มีศักยภาพในการเดินทางท่องเที่ยว จะมีการเก็บออม มาแล้วชั่วชีวิต จนไม่จำเป็นต้อง ‘เขียม’ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตอีกต่อไป

Convenience Over Cost

ด้วยความที่ผู้สูงวัยมีทรัพยากรหรือทุนทรัพย์ที่จะใช้จ่ายได้มากกว่า ไม่ต้อง ‘เขียม’ เหมือนคนหนุ่มสาว ดังนั้นเทรนด์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับนักท่องโลกสูงวัย คือเทรนด์ Convenience Over Cost หรือนักท่องโลกเหล่านี้ต้องการ ความสะดวกสบายมากกว่าต้องคอยดูราคาค่าใช้จ่าย 

แน่นอน ผู้สูงวัยเหล่านี้ไม่ได้ใช้จ่ายแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหากต้องจ่ายเพิ่มเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ รวมไปถึงความไม่สะดวกสบายต่างๆ 

ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือเรื่องของสายการบิน แม้ผู้สูงวัยไม่ได้เลือกบิน บิซิเนสคลาส หรือเฟิร์สต์คลาส โดยส่วนใหญ่ก็ยังเลือกบินอีโคโนมีคลาส (หรือพรีเมียมอีโคโนมี) แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือการบินแบบไดเร็กต์ ไฟลต์ หรือเที่ยวบินตรงที่ไม่ต้องต่อเครื่องที่ไหน แม้ว่าจะเป็นการบิน ที่ยาวนาน และบางทีราคาค่าตั๋วอาจสูงกว่า (เล็กน้อย) ก็ตาม นอกจากนี้ ถ้าเป็นผู้เลือกเวลาบินได้เอง ผู้สูงวัยส่วนใหญ่จะเลือกไฟลต์ที่ไม่ได้เช้า หรือดึกเกินไป เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบตื่น (หรือนอนดึก) ซึ่งอาจทำให้มีปัญหา ต่างๆ ตามมาได้ เช่น ลืมของ หรือเปลี่ยนเวลาจนนอนไม่หลับ เป็นต้น 

ถ้าเป็นนักท่องโลกหนุ่มสาวที่เดินทางตามลำพัง หลายคนเลือกพักใน ที่พักประเภทโฮสเทลที่มีราคาถูก และมักนอนในห้องรวม ใช้ห้องน้ำรวม หรือมีพื้นที่ส่วนกลางร่วมกันกับคนอื่นๆ แต่หากเป็นนักท่องโลกสูงวัย ที่ เดินทางตามลำพังพบว่าพวกเขาอาจเลือกที่พักประเภทโฮสเทลเพื่อให้ได้พบปะสังสรรค์กับคนอื่นๆ แต่จะเลือกห้องเดี่ยวหรือห้องที่มีห้องน้ำในตัวมากกว่ายอมแบ่งห้องกับคนแปลกหน้า ทว่าไม่ได้เลือกพักโรงแรมหรูหราห้าดาว 

มีผู้วิเคราะห์ว่าผลสำรวจเรื่องการบินและการเลือกที่พักนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของคนรุ่นบูมเมอร์ที่เลือกประหยัดในเรื่องใหญ่ ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องประหยัดในเรื่องที่เล็กกว่า พูดอีกอย่างหนึ่งคือคิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบาย และในเวลาเดียวกันก็ประหยัด แต่ไม่ได้ จำกัดจำเขี่ยตัวเองจนลำบาก


Self-Indulgence

แต่การประหยัดที่ว่า ก็ไม่ได้แปลว่าผู้สูงวัยจะไม่ตามใจตัวเองนะครับ เพราะมีการสำรวจพบว่า นักท่องโลกสูงวัยนั้น เมื่อลูกๆ โบยบินออกจาก รวงรังไปแล้ว พวกเขามักอยากออกเดินทางเพื่อทำตามความฝันที่ไม่เคย ทำมาก่อน เช่น เดินทางไปที่ไกลๆ ที่เคยอยากไปเมื่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่ภาระหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ฉุดรั้งเอาไว้ทำให้ไม่ได้ไปไหน 

นักเขียนอย่าง ซินดี ลา เฟิร์ล (Cindy La Ferle) ที่เขียนงานเกี่ยวกับ ชีวิตวัยกลางคนให้กับ Michigan Prime ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือของ Detroit News บอกว่า หลังจากลูกๆ ของเธอเติบโตแล้ว เธอกับสามี ก็เลือกเดินทางเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อ ‘หนีหนาว’ ไปยัง ประเทศที่อบอุ่นกว่าในฤดูหนาว และเพื่อขยายเส้นขอบฟ้าทางวัฒนธรรม ของตัวเอง 

การ ‘ตามใจตัวเอง’ นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเรื่องวัตถุเท่านั้น แต่นักเดินทาง สูงวัยยังมีอาการร่วมกันอีกอย่างหนึ่ง คือ ‘แคร์โลก’ น้อยลงด้วย 

มีการสำรวจพบว่า นักเดินทางสูงวัยอาจจะทักทายนักเดินทางอื่นๆ น้อยกว่านักเดินทางหนุ่มสาว นั่นก็เพราะพวกเขามีความอดทนต่อการ ‘พยายามทำตัวมีอัธยาศัยไมตรี’ (หรือ Making Nice โดยเฉพาะในเวลา ที่ไม่ได้มีอารมณ์จะอยากสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับคนหน้าใหม่) ซึ่งในกรณีนี้นับรวมไปถึงการให้บริการของพนักงานต่างๆ ด้วย 

มีการสำรวจโดย Leading Hotels of the World พบว่า นักท่องโลก บูมเมอร์นั้นมีความพึงพอใจต่อบริการในโรงแรมต่างๆ น้อยกว่านักเดินทาง ที่เป็นคนหนุ่มสาวที่เห็นอะไรก็ตื่นเต้นยินดีไปหมด ดังนั้นนักท่องโลกสูงวัย จึงเป็นกลุ่มที่เอาใจยากอยู่สักหน่อย 

ในอีกด้านหนึ่ง การเดินทางประเภทหนึ่งที่ผู้สูงวัยนิยมก็คือ การเดินทาง ที่มีการ ‘ปรนเปรอ’ ตัวเองในระดับสูงอย่างการล่องเรือสำราญ แน่นอน อย่างแรกเลย การล่องเรือเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย ไม่ต้องขยับเคลื่อนตัว ไปไหนมาก เพียงนั่งอยู่ในเรือ เรือก็พาไปจอดตามเมืองท่าต่างๆ ใครใคร่ลงไปสำรวจเมืองก็ไป ใครไม่อยากไปก็สามารถอยู่บนเรือได้แบบ สบายๆ ทั้งยังมีบริการและการแสดงต่างๆ ที่จัดหามาให้บนเรือโดยตรง อีกด้วย ผู้สูงวัยจึงรู้สึกคล้ายได้ตามใจตัวเองในขั้นสูงสุด 

นอกจากนี้ ยังมีผู้วิเคราะห์ด้วยว่า การล่องเรือสำราญเท่ากับเป็นการ ‘สกรีน’ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และมีรสนิยมที่คลับคล้ายกันมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน เนื่องจากการล่องเรือสำราญนั้น ราคาแพง และมีลักษณะที่ไม่ค่อยต้องใจนักเดินทางหนุ่มสาวที่ชอบ การผจญภัยเท่าไหร่ การล่องเรือสำราญจึงเท่ากับอยู่กับคนใน ‘คลาส’ เดียวกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจสังคม และมิติของวัยด้วย


Health & Mobility Issues

อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญมากสำหรับผู้สูงวัยย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของสุขภาพ ต่อให้เป็นนักท่องโลกสูงวัยที่แข็งแรงและสุขภาพดี ก็ยังต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 

แม้โลกจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ไม่ได้แปลว่าผู้สูงวัยที่แลดูสุขภาพดีนั้น จะมีสภาวะร่างกายเหมือนคนหนุ่มสาวทุกประการ ผู้สูงวัยจำนวนมากต้อง ได้รับการปฏิบัติพิเศษ อย่างน้อยที่สุดก็คือการกินยาบางอย่างเพื่อประคองอาการ เช่น อย่างเบาะๆ ก็คือโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง แต่ในกรณีร้ายแรงกว่านั้นก็คือ โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ การรักษาจนแข็งแรงแล้ว แต่ยังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ผู้ป่วยที่ต้อง ฟอกไตเป็นประจำหรือผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องใช้เครื่องกระตุ้น ฯลฯ ดังนั้น การท่องโลกของผู้สูงวัยจึงต้องมีมิติสุขภาพปนอยู่ด้วยเสมอ และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ การล่องเรือสำราญเป็นกิจกรรมที่ผู้สูงวัยชอบ เนื่องจากในเรือสำราญจะมี ‘โรงพยาบาล’ (หรืออย่างน้อยก็ห้องพยาบาล ที่มีอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ครบครันในระดับน้องๆ โรงพยาบาล) ทำให้นอกจากได้ตามใจตัวเองแล้ว ผู้สูงวัยยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ อีกด้วย

รอนนี เบนเน็ต (Ronni Bennett) ซึ่งทำบล็อกชื่อ Time Goes By อันเป็น บล็อกที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของผู้สูงวัย บอกว่าผู้สูงวัยจำนวนมาก มีปัญหากับสนามบิน เพราะเดินเร็วได้ไม่เท่ากับสมัยยังหนุ่มสาวอยู่ ดังนั้น ผู้สูงวัยส่วนใหญ่จึงต้อง ‘เผื่อเวลา’ เอาไว้สำหรับการเดินในสนามบิน โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อเครื่อง เขาเรียกร้องด้วยว่า เมื่อเทรนด์สังคมสูงวัยมาถึงแล้ว สนามบินต้องใส่ใจกับบริการเพื่อผู้สูงวัยมากขึ้น เช่น รถรับส่ง ตามจุดต่างๆ ที่แม้ปัจจุบันจะมีอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งก็ไม่เพียงพอ ยิ่งหาก ผู้สูงวัยมีจำนวนมากขึ้น สนามบินก็ต้องใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้นตามไปด้วย

ในเว็บบอร์ดอย่าง CruiseCritic.com ซึ่งเป็นเว็บที่นักท่องโลกสูงวัย (โดยเฉพาะการท่องโลกด้วยเรือสำราญ) มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันเสมอ คือการแนะนำว่าจะหลีกเลี่ยงวิธีเดินทางที่ทำให้เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียสำหรับผู้สูงวัยได้อย่างไรบ้าง 

ประเด็นเหล่านี้มีตั้งแต่คำแนะนำส่วนบุคคล เช่น ผู้สูงวัยต้องไม่หยิ่งทะนง ในตัวเองมากเกินไป อย่าคิดว่าตัวเองไหวเสมอเหมือนตอนหนุ่มสาว บางครั้งการขอให้ใครบางคนช่วยพยุงยามขึ้นลงบันได (เช่น ในสนามบิน สถานีรถใต้ดิน หรือกระทั่งการขึ้นลงรถบัสทัวร์) ก็เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งดีกว่า เสี่ยงล้ม หรือการแนะนำกันเองว่าควรไปพักที่ไหน โรงแรมไหนในเมืองไหน ที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลและบริการฉุกเฉินทางการแพทย์บ้าง 

หรือการเดินทางในฤดูกาลไหนที่จะไม่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิในท้องถิ่นที่ร้อน หรือหนาวจัดเกินไป 

นอกจากนี้ เว็บบอร์ดนี้ยังมีข้อเรียกร้องถึงเรื่องเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น บริการสาธารณะของเมือง อย่างเช่น ห้องน้ำสาธารณะสำหรับคนสูงวัย ที่ควรมีมากพอ หรือการออกแบบเมืองแบบ Inclusive Design เพื่อให้ ผู้สูงวัยสามารถสัญจรได้โดยสะดวก รวมไปถึงบริการจัดทัวร์ ซึ่งควรจะแยก ต่างหากออกมาจากทัวร์ของคนหนุ่มสาว เนื่องจากมีความต้องการที่ แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ทัวร์ของคนสูงวัยอาจต้องแวะพักเพื่อให้เข้า ห้องน้ำถี่กว่าทัวร์ของคนหนุ่มสาว เป็นต้น 

อีกประเด็นสำคัญก็คือประกันภัยจากการเดินทางทั้งหลาย พบว่าผู้สูงวัยมีแนวโน้มจะทำประกันการเดินทางมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ทั้งหมด แต่บริษัทประกันก็ต้องออกแบบแผนการประกันสำหรับผู้สูงวัยเสียใหม่ให้สอดคล้องกับเทรนด์นักท่องโลกสูงวัยด้วย 

องค์กรที่ทำงานด้านการรีวิวและเปรียบเทียบประกันการเดินทางอย่าง squaremouth.com เคยมีรายงานข้อมูลว่า นักเดินทางที่อายุมากกว่า 50 ปี คือกลุ่มนักเดินทางที่ทำประกันการเดินทางแบบรายปี คิดเป็นสัดส่วน ถึง 67% (ตัวเลขในปี 2015) และถ้านับรวมประกันทุกอย่าง เช่น ประกันระยะสั้นตามทริปการเดินทาง นักเดินทางกลุ่มนี้ก็ยังมีสัดส่วนสูงถึง 58% อยู่ดี นั่นแปลว่านักท่องโลกสูงวัยคือกลุ่มลูกค้าหลักของวงการประกันการเดินทาง และนับวันก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย 

นอกจากนี้ ยังพบว่านักท่องโลกสูงวัยมีแนวโน้มจะซื้อประกันล่วงหน้า และซื้อประกันครอบคลุมระยะเวลามากกว่านักเดินทางที่อายุน้อยกว่า 50 ปี เช่น จะซื้อประกันก่อนการเดินทางเฉลี่ยนานถึง 92 วัน ในขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของคนทุกกลุ่มอยู่ที่ 52 วัน เป็นต้น


Special Dealings

กลุ่มนักท่องโลกสูงวัยนั้น เป็นกลุ่มที่มีความพิเศษหลายอย่าง ซึ่งจะมาช่วย เติมเต็มช่องว่างในธุรกิจท่องเที่ยวเดินทางได้ไม่น้อยเลย 

ตัวอย่างเช่น นักท่องโลกสูงวัยไม่จำเป็นต้องออกเดินทางเฉพาะในวันหยุด แม้กระทั่งในวันทำงานหรือชั่วโมงทำงาน พวกเขาก็ออกเดินทางไปไหน ต่อไหนได้ รวมไปถึงการเดินทางในชีวิตประจำวันในละแวกบ้านด้วย เพราะคนเหล่านี้เกษียณแล้ว จึงไม่ถูกร้อยรัดไว้ด้วยเวลาทำงานหรือ วันหยุดอีกต่อไป พวกเขาจึงมีเวลาในการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่า สามารถไปในที่ต่างๆ ในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวมีน้อยกว่า (เช่น วันกลางสัปดาห์) เมื่อนักท่องเที่ยวน้อยกว่า ก็หมายถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ถูกลง ไม่ว่าจะเป็นค่าโรงแรม ค่าเช่ารถ ค่าเดินทาง ประกอบกับการที่เป็นผู้สูงวัย ย่อมได้รับส่วนลดต่างๆ มากกว่าคนหนุ่มสาวอยู่แล้ว ดังนั้นนักท่องโลกสูงวัยจึงมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง 

นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวนั้น ปกติแล้วจะยังมีประสบการณ์การเดินทางน้อยกว่า คนเหล่านี้จึงอยาก ‘เห็นทุกอย่าง’ ก่อให้เกิดทัวร์หรือการท่องเที่ยว ประเภทไปดูโน่นนั่นนี่อย่างละนิดละหน่อย แต่นักท่องโลกสูงวัยมีแนวโน้มจะอยากเห็นทุกอย่างน้อยลง เพราะพวกเขาอาจเคยพบเห็นมาแล้ว ดังนั้น คนเหล่านี้จึงมักเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้เวลากับบางที่มากกว่า ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นอยากเห็นไปหมดทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น ในหนึ่งทริปอาจเลือกพักโรงแรมเดียวตลอดสัปดาห์ และบางครั้งก็อยู่เฉยๆ ในโรงแรม ไม่ออกไปไหน นั่นแปลว่านักท่องโลกสูงวัยจะได้ ‘ดีล’ พิเศษ เช่น ค่าห้องพักระยะยาวที่ถูกลง รวมทั้งสามารถใช้ facilities ของโรงแรม ได้อย่างเต็มที่ด้วย เช่นเดียวกับบริการอื่นๆ 

และด้วยความที่มีเวลามากกว่า นักท่องโลกสูงวัยจึงมักวางแผนการเดินทางละเอียดพิถีพิถันมากกว่านักท่องเที่ยวหนุ่มสาว รวมไปถึงการจองที่พัก และการเดินทางต่างๆ ล่วงหน้านานกว่า ซึ่งก็แปลว่าสามารถ ‘เลือก’ ในสิ่งที่ดีกว่า สบายกว่า ราคาถูกกว่าได้ด้วย 

การมี ‘จังหวะ’ ที่ช้ากว่า แปลว่านักท่องโลกสูงวัยใช้จ่ายเงินเฉลี่ยในแต่ละวันน้อยกว่า แต่ระยะเวลาที่ใช้จ่ายยาวนานกว่า จึงกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งในอนาคต


Senior Travel

หลายฝ่ายเชื่อว่า นักท่องโลกสูงวัยชาวบูมเมอร์นั้น กำลังจะกลายเป็น กลุ่มคนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวสูงวัยจากจีน ซึ่งในปลายปี 2017 มีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี อยู่ราว 241 ล้านคน แต่ประมาณกันว่าเมื่อถึงปี 2050 ตัวเลขนี้ จะพุ่งขึ้นไปเป็น 487 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนมหาศาลจนเป็นกองทัพ ที่จะตระเวนเที่ยวไปทั่วโลกได้เลย 

ประชากรสูงวัยเหล่านี้จะนำโอกาสใหม่ๆ มาให้กับอุตสาหกรรมและตลาด ท่องเที่ยว รวมทั้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ‘สัดส่วน’ ของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่ตลาดนี้เคยมีคนหนุ่มสาวครอบครองอยู่ในแง่ปริมาณ กลายมาเป็นคนสูงวัยมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูง 

Ctrip ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ออนไลน์แห่งหนึ่ง ประมาณว่าถ้าดูเฉพาะผู้สูงวัยชาวจีนอย่างเดียว พบว่าในปี 2018 มีการเดินทางไปมากถึง 74 ประเทศ ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีอยู่ 24% ที่เลือกเดินทางนานกว่าเจ็ดวัน เพิ่มขึ้นจาก 19% ในปี 2016 และพบด้วยว่านักท่องโลกสูงวัยเหล่านี้เริ่มมีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องอัพเดตตัวเองเพื่อให้เท่าทันกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้ 


จะเห็นว่าไม่ได้มีแต่คนรุ่นใหม่มิลเลนเนียลส์ เท่านั้นที่ใช้เงินซื้อประสบการณ์ เพราะต่อให้เป็นผู้สูงวัย เมื่อมีเงิน มีเวลา และสุขภาพยังดีอยู่ ก็อยากใช้ เงินซื้อประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวให้ตัวเองด้วยเหมือนกัน เพียงแต่มีความต้องการ วิธีท่องเที่ยวเดินทาง และการจัดการกับการเดินทางที่แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง 

ดังนั้น การบอกว่า − ต่อให้อายุร้อย, ก็ไม่น้อยความอยากเที่ยว (ถ้าสุขภาพ ร่างกายยังดีอยู่) จึงไม่น่าเป็นเรื่องที่ผิดความจริงสักเท่าไหร่