While Thailand is becoming an ageing society, every sector has to consider different possible trends in order for planning and handling including thinking about the attitude changing and various creative innovation patterns to match the needs of the senior citizens who want security and convenience.

พูดถึงเลข 60 แล้วเปรียบเทียบกับคนเราทั่วไป ก็น่าถึงวัยเกษียณ ถึงเวลาวางมือจากงาน มาพักผ่อนอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นเป็นสุข มีลูกหลานห้อมล้อมดูแล ช่วงที่เวลาเดินผ่านไปในทุกวัน 

ประเทศไทยก็เริ่มมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นๆ จนมารู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว (Ageing Society) โดยจะเห็นว่าขณะนี้เราเกาะติดกับเทรนด์ของโลกที่กำลังวิ่งเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราอย่างไม่ทันสังเกต

ด้วยความเจริญทางการแพทย์และเทคโนโลยี ยารักษาโรค อาหารการกินและอีกหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ชีวิตคนไทยยืนยาวขึ้นจนเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์’ (Complete Ageing Society) ในปี 2568 คาดการณ์ไว้ว่าจะมีผู้สูงอายุถึง 15 ล้านคน ซึ่งก็คือในคนไทย 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน และจะขยับเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่’ (Super Aged Society) ในปี 2574 หมายความว่า ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น สิิงคโปร์ กำลังเจอสถานการณ์ Super Aging Society กันอยู่

คำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ กับเลข 60 หลายๆ คนไม่ยอมรับในข้อนี้ ในมุมมองของผู้สูงอายุเองนั้นคิดว่าตนเองยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันและดำเนินชีวิตไปตามปกติไม่ต่างจากตอนทำงาน จากผลงานวิจัยของ National Center for Biotechnology Information สหรัฐอเมริกา ที่ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเพื่อวัดสองสิ่ง คือ ‘อายุจริง’ (Chronological Age) กับ‘อายุใจ’ (Subjective Age) โดยผลสำรวจพบว่าคนอเมริกันมองตัวเองว่าเด็กกว่าอายุจริงและมีความพึงพอใจในการใช้ชีวิต ขณะที่ประเทศไทยที่ทำการสำรวจโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าร้อยละ 2 มองว่ามีอายุใจมากกว่าอายุจริง ร้อยละ 8 คิดว่าอายุจริงกับอายุใจนั้นเท่ากัน และร้อยละ 90 ที่มองว่าตนเองมีอายุใจต่ำกว่าอายุจริง เพราะในกลุ่มนี้มองว่าตัวเองยังแข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เองตามปกติ ซึ่งเราเรียกกลุ่มผู้สูงวัยที่มีศักยภาพเหล่านี้ว่า Silver Age 

ผู้สูงวัยใจเด็กที่ยังคงมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายแต่จะเน้นสบายๆ ใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ และไม่เร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว หาร้านอาหารอร่อยๆ นั่งกิน ไปทำบุญ หรือการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เช่น ปาร์ตี้ คาราโอเกะ ออกกำลังกาย เพื่อให้คลายเหงา และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ชอบแนวตื่นเต้น ผจญภัยอย่างการเดินป่า ปีนเขา หรืออยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย ในช่วงบั้นปลาย เพราะหากไม่ได้ลองทำแล้ว ก็อาจจะไม่มีโอกาสนั้น อีกเลย ส่วนการไปเที่ยวนั้นก็จะชอบไปท่องเที่ยวแบบกลุ่ม คือไปกับ ครอบครัวหรือเพื่อนฝูง (ร้อยละ 73) รองลงมาคือไปเที่ยวแบบเดี่ยว (ร้อยละ 21) และอันดับสุดท้ายคือไปกับทัวร์ (ร้อยละ 6) จะเห็นว่าผู้สูงอายุ ที่เลือกไปกับทัวร์มีจำนวนน้อยที่สุด เนื่องจากไม่ชอบไปไหนมาไหนกับ คนที่ไม่รู้จัก และไม่ชอบเที่ยวแบบเร่งรีบ สำหรับในเรื่องการหาข้อมูลนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการรับรู้จากคำบอกเล่าหรือได้เห็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวจากเพื่อน รองลงมาคือดูจากรายการทีวี ถึงแม้ในความเป็นจริงจะชอบ หาข้อมูลจากสื่อแบบเก่ามากกว่าก็ตาม แต่ก็มีถึงร้อยละ 25 ที่ชอบหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต 

การเป็นผู้สูงอายุ ไม่ได้หมายความว่าจะจมอยู่กับวิถีเก่าๆ ถึงจะชอบย้อน คิดถึงชีวิตในวันก่อนๆ เพราะในวันที่ใครๆ ก็มีสมาร์ทโฟน ในวันที่มีข้อมูลมากมายในโลกให้ค้นหา คนวัย 60 ก็รู้จักการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้กันพอตัว เพราะถ้าถามถึง search engine คนกลุ่มนี้ก็จะตอบทันทีว่า Google และจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาตินั้นพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุมีการใช้ อินเทอร์เน็ต ร้อยละ 24.3 ซึ่งส่วนมากจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ สินค้า บริการด้านสุขภาพ และค้นหาข้อมูลของภาครัฐ ส่วนแอปพลิเคชัน ที่ชอบใช้กันก็คือ Line เพราะใช้ง่าย โดยมักใช้ในตอนเช้าเพื่อรับรู้ข่าวสาร และติดต่อพูดคุย แต่ด้วยวัย สายตาไม่ดีนัก ทำให้ยากในการพิมพ์ข้อความ จึงใช้ส่งสติกเกอร์หรือรูปภาพเป็นหลัก ซึ่งหลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับรูปภาพต่างๆ พร้อมคำว่า ‘สวัสดีวันจันทร์’ และวันอื่นๆ กันเป็นอย่างดี ส่วนเฟซบุ๊กชอบใช้ช่วงกลางวันเพื่อเป็นการอัพเดตสังคม แต่ความที่มี อะไรเยอะ ทั้งอ่าน ทั้งกด Like กด Share ทั้งแสดงความคิดเห็น เลยทำให้งง เข้าใจยาก นอกจากนี้ยังกลัวว่าจะใช้ผิดๆ ถูกๆ จนทำให้เครื่องสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เสีย ส่วนเวลาว่างๆ ก็ดูข่าวหรือ รายการย้อนหลังใน Youtube

เมื่อเทรนด์ผู้สูงอายุมาแรงขนาดนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงต่างขยับตัวรับเทรนด์นี้แม้แต่ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 กลุ่มประเทศในอาเซียนเองก็มี การตื่นตัวและเตรียมการไว้ตั้งรับกับปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุ โดยมีการเปิดตัว ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงอายุ อย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation: ACAI) โดยศูนย์แห่งนี้ได้ตั้งอยู่ภายในกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี มีไทยเป็นผู้ริเริ่มและชักชวนให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เห็นความสำคัญ และพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีศักยภาพ โดยมี 3 แนวทางสำคัญ คือ 

  1. การดูแลผู้สูงอายุทั้งในด้านสังคมและด้านสาธารณสุข โดยมีที่อยู่อาศัย โภชนาการที่ดี และได้รับการรักษาดูแลทางการแพทย์อย่างเต็มที่
  2. การเพิ่มพูนศักยภาพทางเศรษฐกิจ ถึงแม้รัฐจะให้เงินช่วยเหลือ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ แต่ก็ให้ความรู้เรื่องการลงทุนและออมเงิน รวมถึงการขยายเวลาเกษียณและผลักดันการจ้างงานผู้สูงอายุ นำผู้สูงอายุที่มีความรู้ความชำนาญในวิชาชีพต่างๆ มาถ่ายทอด ภูมิปัญญา ทักษะ และประสบการณ์ให้คนทำงานรุ่นใหม่ ซึ่งทำให้ ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะตนเองยังมีค่า ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ สามารถช่วยเหลือครอบครัวและลดภาระค่าใช้จ่าย ให้กับภาครัฐอีกด้วย
  3. การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ซึ่งรวมถึงการพัฒนา อารยสถาปัตย์ และนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จะส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ทุกวันนี้จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดธุรกิจใหม่ๆ พ่อค้า แม่ค้าต้องหาสินค้ามารองรับอุปสงค์ และพยายามให้ลูกค้าวัยนี้ ผูกพันและภักดี ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และเพื่ออำนวยความสะดวก ความปลอดภัย เช่น ไม้เท้าบอกทิศ กลับบ้าน เก้าอี้สำหรับผู้สูงอายุ ถุงลมนิรภัยป้องกันสะโพก แอปพลิเคชันเตือนให้กินยา แอปพลิเคชันบริการจัดการรับ−ส่ง ผู้สูงอายุในการท่องเที่ยวแต่ปัญหาคือ ผู้สูงอายุจะวิตกกังวล ในการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ท้าทายของผู้ผลิตที่ต้อง คิดหาวิธีที่จะทำให้สินค้าของตนใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เช่น มีฉลากข้อบ่งใช้ที่มีตัวอักษรที่ใหญ่ชัดเจน แม้สำหรับผู้ดูแลหรือญาติ จะได้สอนและแนะนำผู้สูงอายุให้ปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้บริการ เดลิเวอรีก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้สูงอายุย่อมมีปัญหาเรื่อง การเดินทางและการขนของ เรียกได้ว่าถึงจะสูงวัยแต่ไม่ได้ไร้ค่า เพราะพวกเขาเหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานและธุรกิจ หลากหลายสาขาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้มากมายขนาดนี้

จึงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว สิ่งที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องทำคือการเตรียมพร้อมและรับมือ การปรับเปลี่ยน วิธีคิดและทัศนคติต่อผู้สูงอายุที่เห็นว่าเป็นภาระต่อทุกระบบในสังคม ก็กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ บริการ และการจ้างงาน ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีนโยบายและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องพร้อมๆ ไปกับการสร้างคุณค่าทั้งทางกายและทางใจให้แก่ผู้สูงอายุ ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของไทยในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน