ปฐวี ธุระพันธ์

 

  • เมื่อโรคระบาดทำให้เราต้องใช้ชีวิตดิจิทัลแบบเต็มตัว ทั้งเรียน ประชุม ทำงาน หรือแม้กระทั่งท่องเที่ยว เพียงคลิกลิงก์ก็เที่ยวเสมือนจริงได้
  • กลับกลายเป็นว่า ความเป็นดิจิทัลเต็มตัว กลับไม่ได้เติมเต็มอะไรในความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ หากเราต้องอยู่โดยปราศจากการสัมผัสโลกแอนะล็อก

 

ไม่ใช่สิ่งใหม่ในชีวิต เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านอาหารแล้วพบว่า รอบ ๆ โต๊ะนั้น ทุกคนที่กำลังรอให้อาหารมาเสิร์ฟ จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถหน้าจอ เพื่อมองหาอะไรสักอย่างในนั้น อะไรสักอย่างที่ว่าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันอยู่ก็ตาม เราใช้นิ้วโป้งบ้าง นิ้วชี้บ้าง ในการปัดสิ่งต่าง ๆ บนหน้าจอ เพื่อทำลายความเงียบที่อยู่บนโต๊ะนั้น บทสนทนาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ร่วมมื้ออาหาร แต่เป็นเรื่องราวที่เรากำลังพูดถึงใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น เราละสายตาเพื่อเงยขึ้นมามองผู้ร่วมโต๊ะบ้าง แอบดูว่าทุกคนยังคงจ้องมองที่หน้าจอของตัวเองอยู่เช่นเดียวกันไหม เพื่อที่จะละสายตากลับมาที่หน้าจอของตัวเองใหม่โดยที่ไม่ได้รู้สึกผิดกับอะไรมากนัก แล้วตอบข้อความถึงใครอีกคนที่กำลังอยู่ในบทสนทนาที่แท้จริงกับเราบนหน้าจอ หรือพยายามผ่านด่านเกมส์นี้ต่อไปให้ได้ก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะเดินทางมาถึง

 

 

เป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว หลังจากที่สังเกตตัวเองว่า ชีวิตในทุก ๆ วันของผมนั้นล้วนแล้วแต่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง แบบที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ตั้งแต่ลืมตาตื่น หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูว่ามีการแจ้งเตือนอะไรจากใครไหม มีข่าวอะไรให้เราต้องรีบรู้ ก่อนที่จะไปเจอเพื่อนที่ทำงานหรือเปล่า ขับรถไปทำงานก็ต้องใช้แผนที่เพื่อเช็กให้ดีก่อนว่า เส้นทางที่จะไป มีสายไหนที่ระบบแจ้งว่า มันกลายเป็นสีแดงทั้งเส้นเพื่อที่จะเปลี่ยนเส้นทางไปให้ถึงที่ทำงานได้ทันเวลา พอถึงที่ทำงานก็เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมล (จริง ๆ เช็กมาตั้งแต่ในโทรศัพท์แล้ว) จะออกไปกินข้าวกลางวันก็ต้องใช้การจองคิวออนไลน์ เดี๋ยวนะ วันนี้มีเรื่องของใครในโลกออนไลน์ที่น่าติดตามบ้างนะ ไม่ได้แล้ว จะต้องรีบเข้าไปเช็กแฮชแท็กก่อนว่าอะไรติดเทรนด์ เดี๋ยวจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง 

 

ทุกอย่างมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางให้ผมเข้าสู่โลกดิจิทัลแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือส่วนหนึ่ง ที่ไม่อยากจะพูดเลยว่ามันเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำในชีวิต

 

แต่ในช่วงเกือบสองปีนี้ หลังจากที่โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะด้วยไวรัส COVID-19 ที่ทำให้ผมต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แทบจะออกไปไหนไม่ได้ กิจกรรมกลางแจ้ง การออกกำลังกาย การออกไปกินข้าวนอกบ้าน ออกไปซื้อของหรือแม้แต่จะออกไปเที่ยวเพื่อที่จะลดความเครียดจากการทำงาน หรือหนีใครสักคนออกไปไกล ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองยังทำได้ยาก และเกิดขึ้นได้แค่ที่บ้านของตัวเอง 

 

การประชุมออนไลน์เข้ามาแทนที่การประชุมแบบเผชิญหน้าปกติ จากที่ต้องบินข้ามฟาก ข้ามประเทศเพื่อไปพบหน้า จับมือ นั่งกินข้าว เพื่อใช้บทสนทนาและการพบปะเหล่านั้นในการสานสัมพันธ์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น กลับเกิดขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ จริงอยู่มันจะมีบ้างเป็นครั้งคราว สำหรับการประชุมที่เร่งด่วนและไม่สามารถบินไปพูดคุยกันได้ ณ เวลานี้ แต่ถ้าเป็นการประชุมที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ทำงานอยู่หน้าจอแปดโมงเข้าประชุมกับลูกค้าที่ประเทศจีน เสร็จแล้วสิบโมงเข้าอีกห้องประชุมเพื่อไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ประเทศญี่ปุ่นต่อ โดยแค่กดลิงก์ประชุมออนไลน์ที่แนบไว้ในปฏิทินอิเล็กทรอนิกส์ เราก็ทะลุไปยังอีกประเทศหนึ่งได้แล้ว

 

บทสนทนาที่แห้งเหี่ยวราวกับว่า เราอยากคุยให้การประชุมนั้นจบ ๆ ไป เพราะต่างเหนื่อยล้าจากการอยู่บนหน้าจอแบบนี้มาเกือบตลอดสองปีทำให้ผมถามกับตัวเองว่า จริง ๆ แล้วโลกดิจิทัลคือโลกที่เราต้องการจริง ๆ หรือเปล่า 

 

ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ชั้นเรียนที่เราอยากไป (หรือบางวันก็ไม่ได้อยากไป) เพื่อที่จะได้เจอเพื่อนและแลกเปลี่ยนบทสนทนาแบบที่เจอหน้าเจอตากันจริง ๆ ถูกเปลี่ยนเป็นหน้าจอสี่เหลี่ยม แถมถูกสั่งให้ปิดไมค์ ถ้ายังไม่ถึงช่วงเวลาที่ตัวเองต้องพูด 

 

การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เที่ยวโดยที่ไม่ต้องไปที่นั่นก็ได้ เพราะเรามีมิวเซียมทิพย์ ที่แค่กดลิงก์ออนไลน์ ก็เสมือนได้เข้าไปในนั้น เดินชมงานศิลปะต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน หรือจะมีเว็บไซต์ที่รองรับการเที่ยวเสมือนตัวเองได้นั่งขับรถกินลมชมวิวในประเทศหรือเมืองต่าง ๆ เรียกว่า “Road ทิพย์” กันอย่างไม่เคอะเขิน 

 

ไม่ต้องพูดถึงร้านอาหารที่เราจะเข้าไปนั่งไถหน้าจออย่างที่ผมเล่าไปตั้งแต่ย่อหน้าแรก ตอนนี้ทำได้แค่กดปุ่มสั่งในแพลตฟอร์มรับจ้างไปซื้ออาหารให้แล้วรอรับ แถมให้แขวนไว้ที่รั้วหน้าบ้าน ไม่ต้องพบหน้า งดการสัมผัส เดี๋ยวเดินออกไปหยิบเอง แล้วกลับมานั่งกินที่หน้าจอทีวี เปิด YouTube หรือ Netflix เพื่อบันเทิงตัวเองหลังเลิกงาน และรอเวลาให้หมดวันไป

 

ทุกอย่างง่ายขึ้น เมื่อโลกเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลแบบสมบูรณ์แบบ ยิ่งในช่วงที่โลกเกิดภาวะการระบาดครั้งยิ่งใหญ่ ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้  เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นคำตอบให้ทุกอย่างในช่วงเวลานี้ แต่ในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับโลกดิจิทัลตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน โดยที่ร่างกายที่แท้จริงไม่ได้เดินทางไปที่ไหนเลย ผมยังคงรู้สึกว่า สะพานที่โลกดิจิทัลกำลังทอดข้ามโลกแอนะล็อกแบบเดิม ๆ ยังไม่ใช่สะพานที่ผมอยากเดินข้ามไปหา 

 

ผมยังคิดถึงการได้ไปพบปะกันซึ่งหน้าของครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน การสัมผัสแบบที่ได้จับ แตะ ได้รู้สึกถึงกันอย่างแท้จริง ผมอยากบินไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปด้วยงาน หรือไปเที่ยวเพื่อหาแรงบันดาลใจให้ชีวิตตัวเอง มากกว่าการมองหน้าจอแล้วคิดไปเองว่ามันคือการได้ไปที่นั่นจริง ๆ การได้สูดอากาศ ได้สัมผัสบรรยากาศจากสถานที่นั้น ๆ ให้ความรู้สึกถึงการมีอยู่ทั้งของสถานที่และตัวเองมากกว่าการสูดอากาศจากเครื่องปรับอากาศ ที่ผ่านเครื่องฟอกอากาศมาให้แล้วอีกทีหนึ่ง

 

ส่วนตัวมองว่า การสัมผัสที่แท้จริง ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นมองหา อะไรที่มันจับต้องได้ อะไรที่มันสัมผัสแล้วให้ความรู้สึกอย่างที่การมองเห็นจากหน้าจอยังไม่สามารถมาทดแทนความรู้สึกนั้นได้ เช่น ไม่ว่าจะมีอีบุ๊กออกมาอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ เช่นเดียวกับบทความนี้ที่คุณอาจจะกำลังอ่านมันอยู่บนโลกออนไลน์ แต่บางคนก็ยังคิดว่า การได้ค่อย ๆ เปิดหนังสืออ่านจากเล่มจริง การได้ดมกลิ่นของหน้ากระดาษ ช่วยให้บรรยากาศในการอ่านหนังสือเล่มนั้นดูน่าอภิรมย์ขึ้น หรือจะเป็นการไปเที่ยวแบบที่ได้ออกเดินทาง แพ็คกระเป๋า เพื่อออกไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ บนโลก แบบที่ได้เอามือไปจับ เอาความรู้สึกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และได้สัมผัสถึงสายลม แสงแดดของแต่ละพื้นที่ แบบที่เครื่องปรับอากาศยี่ห้อไหนก็ให้อากาศแบบนั้นกับเราไม่ได้ 

 

ผมเคยต้องการโลกดิจิทัลเพื่อให้มันเข้ามาแทนที่ และทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของเราสุขสบาย ไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องเดินไปซูเปอร์มาเก็ต ไม่ต้องเดินไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส แต่นั่นก็คือความต้องการที่เราอยากให้โลกดิจิทัลเข้ามาช่วยเหลือและส่งเสริมการมีชีวิตในโลกแอนะล็อกแบบปกติ ไม่ใช่การเปลี่ยนโลกที่มีอยู่ให้เป็นอีกโลกหนึ่งโดยสมบูรณ์แบบไปเลย

 

ถึงแม้ว่าหน้าจอหรือหูฟังจะสร้างบรรยากาศให้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ที่นั่น ประหนึ่งโลกเสมือนจริง แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์บนโลกธรรมดา ๆ ที่เรียกกันว่าโลกแอนะล็อกนั้น ก็ยังยินดีที่จะได้สูดกลิ่น หรือสัมผัสจากของจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากกว่า ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก็น่าจะเป็นการได้ไปดูคอนเสิร์ตของใครสักคนที่เราชอบ ได้ไปยืนที่ขอบเวที ได้ส่งเสียงออกไปดัง ๆ ร้องเพลงตาม รู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวตอนนั้น และการได้ตอบโต้อย่างแท้จริงระหว่างผู้ชมและนักแสดงบนเวที ให้ความรู้สึกแตกต่างกว่าการนั่งดูบนหน้าจอที่คม ชัด เหมือนยืนอยู่ที่นั่นแล้วใส่หูฟังชั้นดี แม้ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตเดียวกันก็ตาม

 

และเราก็จะยังคงเห็นผู้คนในคอนเสิร์ตหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อถ่ายวิดีโอ ถ่ายภาพบรรยากาศ เพื่อส่งต่อประสบการณ์บนโลกแห่งความจริงไปยังโลกออนไลน์ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่โลกดิจิทัลกำลังทำให้กับเรา  

 

 

สะพานของโลกดิจิทัลมีหน้าที่ทอดข้ามเพื่อสื่อสารเรื่องราวบนโลกแห่งความจริง ซึ่งมันจะมีประโยชน์มากที่สุด ก็ต่อเมื่อเรามีโลกแอนะล็อกที่ธรรมดาให้เราได้สัมผัส แต่ถ้าเราไม่มีโลกธรรมดาใบนั้นเหลืออยู่ ความเป็นดิจิทัลก็ไม่ได้เติมเต็มอะไรในความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ ที่สุดท้ายแล้ว เราก็จะกลับไปมองหาสิ่งที่มันตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเรา แบบที่ไม่ต้องมีอะไรมาทดแทน จะไม่มีอะไรตายไปจากโลกนี้เมื่อโลกดิจิทัลก้าวเข้ามา ทุกอย่างแค่เปลี่ยนรูปร่าง แล้วสุดท้ายมันก็จะกลับไปเป็นอย่างที่มันเคยเป็นอยู่  

 

มาถึงตรงนี้ เราคงไม่สามารถที่จะตัดขาดหรือเลือกที่จะอยู่บนโลกใบใดใบหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นโลกดิจิทัล หรือโลกแอนะล็อก มันมีสะพานที่แข็งแกร่งต่างเชื่อมต่อกันอยู่ แต่ก็อยู่ที่ว่า โลกฝั่งไหนจะเติมเต็มอะไรให้แก่กัน และเราเองด้วยเช่นกันที่จะต้องหาจุดยืนที่เหมาะสม ในการยืนอยู่บนโลกทั้งสอง ที่อาจไม่ใช่กึ่งกลาง แต่การเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งนั้น ส่งผลกระทบต่อตัวเราด้วยกันทั้งสิ้น ลองก้มลงมองจุดที่กำลังยืนอยู่กับความสุขที่ตัวเองมี ถ้ามันพอดิบพอดีแล้ว ไม่ว่ามันจะเอนไปที่โลกฝั่งไหน มันก็คือจุดสมดุลของชีวิตเรา ณ เวลานี้ แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ ลองปรับเพื่อกลับไปสัมผัสกับอะไรที่เราต้องการ สัมผัสเดิมจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ธรรมชาติ และผู้คน 

 

ผมยังคิดถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร การทำงาน และมีชีวิตแบบเดิม การได้ออกไปขับรถเที่ยวเล่น หรือออกไปถ่ายรูปสถานที่ต่าง ๆ แล้วโพสต์ลงในโลกออนไลน์ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นได้อีกเมื่อไหร่ แต่ถ้าได้กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว ก็ยังยืนยันว่า ในโลกแอนะล็อกของผม ก็ยังคงต้องการโลกดิจิทัลให้เข้ามาร่วมวงสนทนาในชีวิตของผมอยู่