‘การท่องเที่ยว’ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน มีหลายแง่มุม และมักจะอาศัยอุตสาหกรรมอื่นๆ มาช่วยส่งเสริมบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การต้อนรับ อาหารและเครื่องดื่ม การค้าปลีก หรือแม้แต่ความบันเทิง

วัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop Culture) ภาพยนตร์ และเพลงที่แพร่หลาย มีพลังที่จะเปลี่ยนคนดูให้เป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ออกเดินทางท่องเที่ยวตามรอยหนังที่ได้ชมและอินไปกับสถานที่นั้นๆ

ย้อนกลับไปในปี 2521 เมื่อวงดิสโก้ชาวอเมริกัน ‘Village People’ เขียนและแสดงมิวสิกวิดีโอเพลง YMCA พร้อมท่าเต้นที่ใช้แขนบอกถึงลักษณะตัวอักษร Y M C A ทำให้คนเข้าใจโดยปริยายว่าเพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ YMCA ในฐานะเป็นสถานที่ล่องเรือและจุดนัดพบซึ่งเป็นที่นิยม ในท้ายที่สุด เพลงนี้ส่งให้ YMCA กอบโกยรายได้จากยอดจองที่พักอันล้นหลาม

หรือยกตัวอย่างเพลง Despacito เปอร์โตริโก ซึ่งเป็นบ้านของชาวอเมริกัน 3.7 ล้านคนในแถบทะเลแคริบเบียน ต้องพบกับความล้มละลายไปเมื่อ
เดือนพฤษภาคมปี 2560 เพื่อจัดการกับหนี้ที่มีมูลค่าถึง 70 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2559 เกาะแห่งนี้ก็เกิดการระบาดของไวรัส Zika ทำให้ความดึงดูดทางการท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย

แต่ทันทีที่มิวสิกวิดีโอเพลง Despacito ต้นฉบับดั้งเดิมของ Luis Fonsi และ Daddy Yankee รวมทั้งฉบับที่เรียบเรียงเสียงประสานใหม่ของป๊อปสตาร์ชื่อดัง Justin Bieber ได้ไต่ขึ้นชาร์ตแล้วทั้งโลกก็รู้จักเพลงนี้ เศรษฐกิจของประเทศก็เริ่มฟื้นตัว

เพลงฮิตนี้มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งบอกว่า ‘Vamos a hacerlo en una playa en Puerto Rico’ ซึ่งแปลว่า ‘ลองทำมันบนชายหาดในเปอร์โตริโก’ และมิวสิกวิดีโอก็แสดงให้เห็นถึงถนนที่แปลกตา ทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติสวยงาม ชีวิตยามราตรีของแคริบเบียน

Hotels.com เชื่อว่าเพลง Despacito คือสาเหตุที่ส่งหมู่มวลนักท่องเที่ยวไปยังเกาะ เพื่อจะดูว่าพวกเขา ‘ทำมันบนชายหาดในเปอร์โตริโก’ อย่างไร

จากการวิเคราะห์ของเว็บไซต์การจองต่างๆ พบว่าผู้คนได้ค้นหาคำว่า ‘เกาะแคริบเบียน’ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 45 และสโมสร Old San Juan La Factoria ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอก็ได้รับการแนะนำและใส่ในโปรแกรมทัวร์ คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่ามิวสิกวิดีโอดังกล่าว
เป็นกลเม็ดทางการตลาดที่เปอร์โตริโกไม่เคยคาดคิดมาก่อน

แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรก และแน่นอนว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

เพลงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของนักเดินทาง ไม่ว่าจะไปเพื่อทำกิจกรรม ร่วมงานเทศกาล หรือพักผ่อนในวันหยุด การได้เห็นมหานคร ทิวทัศน์ และเมืองต่างๆ ในมิวสิกวิดีโออาจเป็นแรงกระตุ้นของนักเดินทาง ได้ ไม่แตกต่างจากการจับจ้องมองฉากที่สวยงามจากเรื่อง Game of Thrones หรืออ้าปากค้างหลังจากดูภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง The Lord of the Rings หรือ Harry Potter

ด้วยเหตุนี้ผู้กำกับวิดีโอเหล่านี้จึงต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุด ซึ่งมีความงดงามอันโดดเด่น เพื่อจะนำมาใช้ในการขายวิดีโอให้กับแฟนๆ ได้มากที่สุดต่อไป

“การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่ามิวสิกวิดีโอที่ถ่ายทำในเมืองที่สวยงามอย่าง แคลิฟอร์เนีย โจฮันเนสเบิร์ก ลองไอส์แลนด์ และเมืองอื่นๆ นั้นประสบความสำเร็จมากเมื่อเปิดตัวออกสู่ตลาด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองเหล่านี้” tourismembassy.com กล่าว

ของประเทศไทยก็เช่นกัน อย่างหนังเรื่อง Hangover ภาค 2 ที่ใช้โรงแรมเลอบัวเป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก หรือจะเป็นอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่จากหนังเรื่อง The Beach ก็ทำให้นักท่องเที่ยวพุ่งเป้ามาชมความงาม ในขณะเดียวกัน The Beach ก็เป็นจุดเปลี่ยนของอ่าวมาหยาถึงขนาดต้องปิดเกาะ เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาจนเกินความพอดีจนเกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ ในปัจจุบันเริ่มมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าอ่าวมาหยาได้ไม่เกินวันละ 2,000 คน แต่เสียงตอบรับจากนานาชาติ

ล้วนออกมาในทางชื่นชมในการเลือกคุ้มครองธรรมชาติของประเทศไทยส่วนมิวสิกวิดีโอของลูกชายเจ้าพ่อแร็ปเปอร์ น้องเจ้านาย ที่ทำให้เหล่าบรรดาวัยรุ่นแฟนคลับเฮไปชมวิว unseen ของท่าปอม คลองสองน้ำ จังหวัดกระบี่

ว่าไปแล้วการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติก็นำเม็ดเงินเข้าประเทศเราเป็นจำนวนมหาศาล พบว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา มีจำนวนภาพยนตร์ต่างประเทศ 714 เรื่องที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย สร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึง 3.1 พันล้านบาท ขณะที่ต้นปี 2562 ที่ผ่านมา มีจำนวนภาพยนตร์เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยจำนวน 58 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศแล้วราว 390 ล้านบาท (กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว)

เคยสงสัยไหมว่าภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? นับเป็นเวลากว่า 124 ปีแล้วที่โลกรู้จักกับคำว่าภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกมีชื่อว่า ‘Arrival of a Train at la Ciotat’ ด้วยความยาวเพียง 50 วินาที สร้างขึ้นโดยพี่น้องตระกูลลิมิแอร์ ชาวฝรั่งเศส ออกฉายครั้งแรกที่กรุงปารีสในปี พ.ศ. 2438 นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการริเริ่มที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์มาจวบจนปัจจุบัน

ในมุมมองของคอหนัง ฉากของเรื่องก็สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวได้ไม่น้อย นอกจากอรรถรสจากเนื้อเรื่องแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ถูกจดจำได้ไม่รู้ลืม นั่นก็คือฉากที่ใช้ในการถ่ายทำ เมื่อใดที่ศิลปินมีแฟนคลับติดตามมากพอ มิวสิกวิดีโอ หรือภาพยนตร์แพร่หลายออกไปมากพอ

และผู้คนหลงรักมันมากพอ เมื่อนั้นพวกเขาเหล่าแฟนคลับจะเริ่มทำรายการสถานที่ที่ต้องการไปเห็นและสัมผัสโดยตรง

* แปลและเรียบเรียงจาก Destination are riding the waves of music video tourism

https://travelwireasia.com/2018/02/destinations-riding-waves-music-video-tourism