พรรณรศา ธีระวงศ์สกุล

 

  • เมื่อ COVID-19 ทำให้บ้านต้องกลายเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย งานวิจัยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคที่ต้องการให้บ้านทำกิจกรรมได้หลากหลาย ทั้งห้องเรียน ที่ทำงานหรือแม้กระทั่ง ยิมออกกำลังกาย
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Home Economy จึงได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่อุปกรณ์ทำอาหาร ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงตลาดเกมออนไลน์
  • จากสาเหตุข้างต้นนี้ทำให้ภัยเงียบทางการท่องเที่ยวที่เคยถูกกล่าวถึงในอดีตหวนกลับคืนมาอีกครั้ง มาทำความรู้จัก ‘Cocooning’ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และเราจะหาทางรับมือกับภัยเงียบนี้ได้อย่างไร

 

เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในระดับยังไม่น่าไว้วางใจ ไม่ต่างกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่ต้องติดตามกันวันต่อวัน

แม้ว่า WHO เคยออกมาระบุว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ควรจะสิ้นสุดภายใน 2 ปี มาถึงตอนนี้ นับว่าสถานการณ์ก็ยังเปราะบางอยู่มาก และดูไม่มีทีท่าว่าจะจบเร็ว ๆ นี้ อุบัติการณ์ของ COVID-19 นี้เอง ทำให้ประจักษ์ว่าปัญหาเดิมที่มียิ่งทวีความรุนแรงชัดเจน ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากความไร้สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การเมืองที่ร้อนระอุ ซึ่งล้วนน่ากลัวไม่แพ้ COVID-19

 

จนบางทีก็สร้างความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราถึงสร้างโลกใบสีฟ้าที่น่าอยู่กว่านี้ไม่ได้ สถานการณ์ที่วุ่นวายไร้คำตอบตรงหน้าเหล่านี้เป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้เราต้องหันกลับมาใช้ชีวิตใน ‘บ้าน’ เป็นหลักเช่นเดียวกับคนทั่วโลกนับล้าน อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลก็เพื่อกันตนเองออกจากความวุ่นวาย ความสุขเล็ก ๆ จึงจำเป็นกับผู้คน กล่าวคือการล้มตัวลงบนโซฟามุมโปรด เปิดคลิปแมวเหมียวดูให้อารมณ์ดี นอนกอดหมอนข้างใบคู่ใจ เปิด Netflix ดู หิวก็สั่งอาหารเดลิเวอรี่ชำระเงินผ่านเน็ตแบงก์กิ้ง งานก็ได้ เข้าคลาสเรียนก็ง่าย อาจจะเป็นหนทางที่สามารถเพิ่ม ‘ระดับความสุข’ ความสบายใจให้กับผู้คนในช่วงเวลาแบบนี้

ระยะหลัง ‘บ้าน’ จึงกลายเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานสูงสุด และไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่พักอาศัยเพียงเท่านั้นแต่ยังเป็นสถานที่สำหรับการทำกิจกรรมทุกรูปแบบ ที่สำคัญบ้านยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหมายที่ยิ่งใหญ่ ในแง่ของความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เรียกว่าเป็น ‘โลกใหม่’ ก็อาจไม่ผิดนัก

 

มหกรรมการอยู่ ‘บ้าน’ แห่งชาติ

 

แม้การอยู่บ้านจะทำให้หลายคนมั่นใจในระดับหนึ่งว่าปลอดภัย และวันหนึ่งเราคงได้ออกไปใช้ชีวิตเหมือนเคย แต่ในทางกลับกัน Lawrence Wong รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่าดีไม่ดีพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงตามวิถี New Normal อาจจะอยู่กับเราไปอีกนาน ซึ่งบททดสอบที่ท้าทายนี้อาจกินเวลายาวนานถึง 5 ปี 

 

 

ส่วนหนึ่งของงานวิจัยของ Gensler บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองระดับโลก ที่มีผลงานการออกแบบโรงพยาบาล โรงเรียน อาคารสำนักงาน ห้องสมุดและอื่น ๆ อีกมากมาย ระบุว่าพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านของผู้บริโภคมีความแตกต่างจากอดีตในบางประการ เช่น ที่อยู่อาศัยในอนาคตจะต้องเน้นให้ทำกิจกรรมได้หลากหลาย เป็นที่ทำงานได้ เป็นห้องเรียนได้ หรือแม้แต่ ยิมออกกำลังกาย เพราะบ้านได้กลายเป็นที่ที่ทุกคนใช้เวลาอยู่มากที่สุด รวมถึงพี่ใหญ่อย่าง Google ที่ออกมาสนับสนุนอีกเสียงว่ามีอีกหลายกระแสที่อยู่เบื้องหลังการอยู่ติดบ้าน ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เมนูอาหาร และบริการส่งอาหาร ดูได้จากจำนวนการค้นหาคำเหล่านี้ซึ่งได้กลายเป็นคำค้นหาอันดับต้น ๆ ในช่วงล็อกดาวน์ในปีที่ผ่านมา

 

ธุรกิจเกาะกระแส ‘Home Economy’

 

ต้องยอมรับว่า ระหว่างอยู่บ้าน อาหารการกินที่ดีก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขทางใจอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ อานิสงส์จาก COVID-19 ได้เปิดลู่ทางให้กับหลายธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจแบบ In-home consumption ข้อมูลจาก Google Trend ชี้ให้เห็นว่าขณะที่คนหันมาทำอาหารกินเองกันมากขึ้น อุปกรณ์การทำอาหารอย่างหม้อทอดไร้น้ำมันจึงได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน มีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหม้อทอดไร้น้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 2,400% ส่งผลให้ยอดขายหม้อทอดไร้น้ำมันพุ่งกระฉูดกว่า 200% และที่น่าชื่นชมคือเทรนด์การตกแต่งบ้าน การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มมุมสีเขียวให้สบายตา ซื้อต้นไม้มาตกแต่งบ้าน และบางคนหันมาปลูกผักไว้กินเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นมากนัก 

 

การค้นหาของตกแต่งบ้านจึงเป็นคำฮอตในปี 2020 โดยเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ถือได้ว่าทุกอย่างล้วนหันกลับมาที่ ‘บ้าน’ แทบทั้งสิ้น 

 

 

ที่ผ่านมา การจัดคอนเสิร์ตเสมือนจริงเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ ตลาดเกมส์ออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 75% ธุรกิจส่งอาหารเดลิเวอรี่ก็บูมถึงขั้นสุด เห็นได้จากยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจออนไลน์ระดับโลกอย่าง Amazon ที่เปิดรับพนักงานเพิ่มถึง 175,000 คน ภายในเดือนเดียว สวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเพื่อให้มีกำลังผลิตเพียงพอกับยอดขายออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้น จากแคมเปญ ‘Bring it to my door’ ในช่วงที่การแพร่ระบาดขยายวงกว้าง เช่นเดียวกับ บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการเดลิเวอรี่สินค้าอุปโภคบริโภคภายในบ้านเปิดให้บริการในสหรัฐฯ และแคนาดา ระบุว่าเพียงอาทิตย์เดียว บริษัทก็มียอดขายพุ่งสูงกว่า 10 เท่าตัว และสูงขึ้นกว่า 20 เท่าตัวในแคลิฟอร์เนียกับวอชิงตันซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมของปีก่อน

เช่นเดียวกับมูลค่าหุ้นของ ‘Zoom Video’ แพลตฟอร์มห้องประชุมชั้นนำที่มีมูลค่าดีดตัวขึ้นจากปีก่อนกว่า 58% เพราะถึงแม้สถานการณ์ COVID-19 ในบางประเทศจะคลี่คลายลงบ้าง แต่แนวโน้มการทำงานจากที่บ้านก็ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกลุ่มย่อยหรือใหญ่ ‘Zoom Video’ ก็เข้ามาสนับสนุนการทำงานแบบ Work From Home ได้อย่างลงตัว ด้วยคุณสมบัติหลักที่ช่วยให้มนุษย์ลบข้อจำกัดด้านการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

In Home Entertainment

 

ทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ทางอาชีพการงานและทางบ้านที่แตกต่างกันออกไป การต้องมาอยู่บ้านแบบ 24/7 บทบาทหน้าที่ที่ต้องสลับไปมาทั้ง 2 ตำแหน่ง อาจสร้างความเหนื่อยล้าไม่มากก็น้อย หนทางคลาย

ความตึงเครียดก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ทำให้บ้านน่าอยู่ ไปจนถึงการซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ มาอำนวยความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้าน ที่มี

คุณภาพและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์มากขึ้น เช่น ทีวีจอใหญ่พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อให้ได้คุณภาพทั้งภาพและเสียง ลำโพงคุณภาพสูงเพื่อเสียงที่ดีกว่า หรือจะเป็นคอมพิวเตอร์สเปกสูงขึ้น เพื่อความพร้อมทั้งการทำงานและการประชุมออนไลน์

 

‘Cocooning’ ภัยเงียบทางการท่องเที่ยว

 

ย้อนไปในปี 1981 คำว่า ‘Cocooning’ ถูกหยิบมาพูดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยผู้หญิงชาวอเมริกันที่มีอาชีพที่น่าสนใจที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก ‘Faith Popcorn’ เธอเป็น Futurist หรือนักพูดเรื่องอนาคต เจ้าของผลงานหนังสือการคาดการณ์เทรนด์ภาคธุรกิจและพฤติกรรมทางสังคมระดับ Best seller อย่าง The Popcorn Report, Clinking และ EVEolution ความแม่นยำของข้อมูลที่เธอเขียนนี่เองที่ทำให้นิตยสาร Fortune ขนานนามเธอว่าเป็นนอสตราดามุสแห่งวงการตลาด Popcorn จึงกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิดทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก 

 

ในช่วงต้นของยุค 80 ‘Faith Popcorn’ ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสหรัฐฯ กับความจริงอันน่าประหลาดใจว่าจู่ ๆ ร้านอาหารที่เคยคราคร่ำไปด้วยผู้คนในคืนวันเสาร์กลับเห็นเพียงโต๊ะเก้าอี้ที่ว่างเปล่าไม่คึกคักอย่างเคย แทนที่จะใช้เวลากับการอยู่ข้างนอกเหมือนที่ผ่านมาในยุค 70 ไหนจะงานเลี้ยง งานสังสรรค์ บัดนี้ ผู้คนต่างหันมาหมกตัวอยู่แต่บ้าน สุดท้ายแล้วความอ่อนล้าและความเหน็ดเหนื่อยจากสิ่งกระตุ้นข้างนอกบ้านนั่นเองที่ ‘บีบ’ ให้คนทั่วไปเปลี่ยนพฤติกรรมโดยมีตัวเร่งที่สำคัญในยุคนั้นอย่าง ‘เทคโนโลยี’ 

 

‘อินเทอร์เน็ต’ กำลังพาผู้คนข้ามข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและการบริการต่าง ๆ อย่างอิสระ เราเรียกยุคนั้นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่อย่างแท้จริง จากที่ดูหนังต้องไปโรงภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ตก็ทำให้เรานอนดูหนังที่บ้านได้ ค้นหาหนังสือเล่มโปรดง่ายในพริบตา ไปจนถึงเข้าคลาสทำอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

 

Popcorn อธิบายไว้ว่า Cocooning เกิดขึ้นเมื่อ “คน ๆ หนึ่ง ต้องการพาตนเองออกมาจากโลกที่วุ่นวายและคาดเดาได้ยาก” Cocooning ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม วัฒนธรรม การแสดงออกถึงความต้องการพื้นฐานด้านความปลอดภัย ความผ่อนคลาย รวมถึงความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค สิ่งนี้อธิบายถึงความต้องการขั้นพื้นฐานทางจิตวิทยานั่นคือการมีที่พักอาศัยที่ช่วยส่งเสริมสภาพจิตใจ และมีความปลอดภัย 

 

ต่อมาคำว่า Cocooning จึงเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ที่เป็นที่รู้จักและใช้อย่างกว้างขวาง จนถูกบรรจุลงในพจนานุกรมนับตั้งแต่นั้นมา เทรนด์นี้ค่อย ๆ เติบโตผ่านโมเดลธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ที่จับมาสร้างมูลค่า ใครที่โตมาในยุค 90 คงเคยได้ยินชื่อของ Martha Stewart เป็นอย่างดี เพราะเธอคือนักธุรกิจชื่อดังที่ประสบความสำเร็จและกลายเป็น ‘ไอดอล’ ให้กับผู้หญิงอเมริกันจำนวนมาก Martha เห็นโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มนี้ และนำมาสร้างธุรกิจเกี่ยวกับบ้านและวงการแต่งบ้านที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จอย่างมากในสหรัฐฯ ผ่านมา 40 ปีแล้ว สิ่งที่ Popcorn คาดการณ์ไว้มันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวันที่ไวรัสคุกคามโลก Cocooning จึงกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะมองข้ามไม่ได้เลยในตอนนี้

 

“เมื่อความปลอดภัยเริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจใดที่สามารถมอบที่พักใจ

และความปลอดภัยกับผู้บริโภคได้ ธุรกิจนั้นจะรุ่งและรอด”

– Faith Popcorn –

 

เราต่างปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในคราวเดียวกัน เพราะหากกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการเพิ่มระดับความสุขของคนเราเปลี่ยนไปจริง ๆ ความสุขถูกนิยามขึ้นใหม่จากสิ่งใกล้ตัว เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเรียบง่ายและเกิดขึ้นได้ภายในบ้านจนกลายเป็นความคุ้นเคยใหม่ในชีวิต จะทำกับข้าว ปลูกผัก หรือดื่มกาแฟธรรมดาๆ ที่ชงเอง ขอแค่มีฟองนมสวย ๆ ให้เหมือนอยู่คาเฟ่ (แล้วก็อัพรูปลง Instagram สักหน่อย) ในขณะเดียวกันก็คือความท้าทายของนักการตลาด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องปรับสมการด้านตลาดและการสื่อสารตามบริบทใหม่ให้ตรงใจนักท่องเที่ยว ตลอดจนพัฒนาสินค้าและบริการต่าง ๆ มาทดแทนสิ่งที่เปลี่ยนไปเพื่อพาตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนิยามแห่งความสุขแบบใหม่ที่ผู้คนแสวงหา

 

What’s Next?

 

สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจด้านการให้บริการต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคคือความมุ่งมั่นในการเป็นสถานที่ที่ ‘ปลอดโรค’ ในอนาคตอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ตรวจจับไวรัสได้ ผลิตภัณฑ์กลุ่มทำความสะอาดคุณภาพดีระดับ Food grade จะเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสูง สำหรับด้านการท่องเที่ยว หนึ่งในแนวคิดถูกหยิบมาพูดกันช่วงก่อนหน้านี้คือ ‘Immunity Passport’ ที่คาดหวังให้เป็นใบเบิกทางให้คนจำนวนมาก ๆ กลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวก็คงยังไม่ใช่คำตอบของการเดินทางที่ใช้ได้จริงในเร็ว ๆ นี้

 

อนาคตอันใกล้เราจะเห็นว่าความจำเป็นในการออกนอกบ้านลดลงไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งการค้นหาความรักและออกเดทยังเป็นแบบออนไลน์ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาซักพักใหญ่ ดังนั้นแม้ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหนเทคโนโลยีก็จะช่วยให้ผู้คนใกล้ชิดกันได้ตลอดเวลา ไม่ต่างกับ AI ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของผู้คนอย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘พอด’ ไร้คนขับ (Driverless pod) ที่พักและโรงแรมขนาดกระทัดรัด (Micro Apartment) ลูกครึ่งโรงแรมและรถบ้านที่เคลื่อนที่ได้และนอนได้ ตอบโจทย์คนที่อยากเที่ยวแบบไม่ต้องพบปะคนเยอะ ให้เสรีภาพในการเดินทางท่องเที่ยวกลับมาเป็นของเราอีกครั้ง

 

ในมุมของโอกาสทางธุรกิจต่อจากนี้ อุตสาหกรรมที่ดูดีมีอนาคตไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเกรดดี ๆ ก็คือ IoT ในรูปแบบเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายและปลอดภัยทั้งตอนอยู่หรือไม่อยู่บ้าน สนองความต้องการของผู้บริโภคในระดับเชิงลึกรอบด้าน จนทำให้หลายคนรู้สึกว่าลองดูสักหน่อยก็ไม่เลวนะ ดังนั้น เรื่องที่เคยเป็นไปไม่ได้หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะกลายเป็น ‘ความเป็นไปได้’ อย่างไร้ขอบเขต

 

ไม่แน่ หลังโรคระบาดคลี่คลายแล้ว คนจำนวนหนึ่งอาจจะเคยชินกับการอยู่บ้านมากกว่าออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นหากทุกอย่างยังดำเนินต่อไปเป็นภัยเงียบที่อยู่เบื้องหลังความน่ากลัวของโรคร้าย อาจเป็นคำถามที่ชวนให้เร่งหาคำตอบกันตอนนี้ว่าหากจุดอ่อนดังกล่าวค่อย ๆ แทรกซึมกลายเป็นพฤติกรรมถาวรที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตแล้วการกอบกู้ลมหายใจของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า 

 

ไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงให้แนวโน้มที่เล่ามาข้างต้นเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต แต่เชื่อเหลือเกินว่าสำหรับนักเดินทางแล้ว การท่องเที่ยวก็คือหนึ่งในความปรารถนาที่ทุกคนยังโหยหาและยากจะหาอะไรมาทดแทน สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็คือสัตว์สังคม และการได้ออกไปเที่ยวก็คือหนทางแห่งการเปิดประสบการณ์ชีวิตและการเรียนรู้แบบไม่รู้จบ 

 

‘เร็วที่สุดเท่าที่จะไปได้’ คงเป็นความรู้สึกของใครหลายคนที่กำลังคิดถึงช่วงเวลาจะได้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยอีกครั้งให้สมกับที่รอคอยมานาน และที่สำคัญน่าจะเป็นการท่องเที่ยวครั้งใหม่ที่น่าจดจำและมีความสุขกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ที่มา:

  • https://www.weforum.org/agenda/2020/05/covid19-coronavirus-digital-economy-consumption-ecommerce-stay-at-home-online-education-streaming/
  • https://www.umco.com.au/cocooning-making-people-feel-good-matters/
  • https://faithpopcorn.com/trendbank/cocooning/
  • https://www.beginnerbusiness.com/popcorns-trends-2015
  • https://www.focusingfuture.com/me-consumer/cocooning-is-happening-isnt-it/
  • https://techsauce.co/news/google-trends-3-customer-behavior-new-normal-covid-19