Although the local situation of the COVID-19 pandemic has eased, the feeling of panic among the people still remains. The whole world has abruptly halted as if it had stopped revolving. However, in some corners of the world, new technologies and innovations have been continuously developed to support the people to safely live their life. Actually, the world may never stop spinning but keep moving forward faster than before.

โดย ปฐวี ธุระพันธ์

 

ผมรู้สึกว่าปีนี้เวลาในโลกหยุดหมุน

 

มากกว่าครึ่งปีที่รู้สึกว่าเรายังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้หมายความลึกซึ้งไปถึงเรื่องราวของชีวิต แต่หมายถึงว่าผมยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้ไปไหน เพราะไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ไปทำงาน หรือไปเที่ยวพักผ่อนอย่างที่เคยทำได้เหมือนเมื่อปีก่อน การเดินทางที่ไกลที่สุดตอนนี้คือการออกไปทำงาน แล้วก็กลับมาบ้าน ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศเราจะเริ่มผ่อนคลายบ้างแล้ว แต่ความหวาดระแวงข้างในลึกๆ ก็ยังมีอยู่

แต่ถ้ามองถึงในนัยที่ลึกลงไปนั้น โลกที่เราเคยรู้จักเหมือนจะหยุด แต่ในขณะเดียวกัน โลกบางมุมที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน ก็กำลังพยายามวิ่งไปข้างหน้า วงการแพทย์ เทคโนโลยีแทบทุกสาขา กำลังทำทุกอย่างเพื่อให้เราหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่แทบไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน ทุกวันที่ชีวิตประจำวันเราเปลี่ยนไป ใครอีกหลายๆ คนกำลังพัฒนาเครื่องมือ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ทุกการดำเนินต่อไปในชีวิตมีความปลอดภัยมากกว่าที่มีอยู่

ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาระหว่างที่ COVID-19 ระบาดอย่างหนักที่ประเทศอิตาลี หนึ่งในโรงพยาบาลของเมือง Sardinia มีแพทย์ติดเชื้อพร้อมกันถึง 6 คน ในตอนนั้นเอง Dr.Cristiano Huscher ผู้คร่ำหวอดในวงการของหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำเอาสิ่งที่เขาศึกษาและอยู่กับมันมานานเข้ามาใช้ในสถานการณ์ที่คับขันแบบนี้

 

 

UVD Robots เป็นหุ่นยนต์หน้าตาคล้ายรถคันเล็กที่เอาไว้ให้เด็กขับเล่นตรงกลางตัวรถที่ควรจะเป็นเบาะ ถูกแทนที่ด้วยหลอดไฟเส้นยาวสีฟ้าหลายหลอดวางล้อมเป็นวงกลม หุ่นยนต์ตัวนี้จะค่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ อย่างอัตโนมัติตามห้องต่างๆ ของโรงพยาบาล พลางฉายรังสี Ultraviolet-C เพื่อทำลาย RNA ของไวรัส และ DNA ของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งความสามารถของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำลายเชื้อได้ถึง 99.99%

สิ่งนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาเพราะการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ อย่าง COVID-19 แต่มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตอนที่เราต้องเจอกับโรค SARS, MERS หรือไวรัสชนิดอื่นๆ แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งหลังจากมีการนำมาใช้จนได้ผลเป็นอย่างดี ตอนนี้เจ้า UVD Robots ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศออสเตรเลีย ได้กลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างกว้างขวาง ถูกนำไปใช้ในสนามบินและโรงพยาบาลทางตอนใต้ของทวีปยุโรป ถูกติดตั้งในเรือนจำบางแห่งในแถบประเทศเพื่อนบ้านเรา รวมถึงโรงแรมในประเทศไอร์แลนด์ก็เริ่มนำเจ้าหุ่นตัวนี้มาใช้

อีกด้านหนึ่งในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา มีการศึกษาเกี่ยวกับการนำเอารังสี UV มาฉายที่บริเวณสถานีรถไฟ มีไอเดียว่าจะทำเป็นหลอดไฟตามสถานีต่างๆ แล้วเปิดในช่วงเวลากลางคืนยามปิดสถานี เพื่อใช้รังสีนี้ในการฆ่าเชื้อโรคทั้งภายในสถานี ในขบวนรถไฟ หรือข้างในรถประจำทาง แต่อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่ารังสี UV นั้นเป็นอันตรายของผิวมนุษย์ ถ้าโดนเข้าไปแล้ว อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือโรคอื่นๆ ตามมา

นั่นทำให้มีการพัฒนากันต่อที่ Healthe of Melbourne ที่ได้คิดค้นเครื่องฉายรังสีที่ชื่อว่า far-UVC light เป็นรังสีอีกชนิดที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ระยะคลื่นสั้นกว่า และไม่เป็นอันตรายต่อผิวของมนุษย์ แถมยังมีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคทั้งไวรัสและแบคทีเรีย ไม่ต่างกับรังสี UV เรียกได้ว่าสามารถทำเอาเทคโนโลยีนี้ไปพัฒนากับสถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคได้เลย ซึ่งทางคุณ Fred Maxik นักวิทยาศาสตร์ ที่เคยทำงานให้กับองค์การนาซ่า ผู้ร่วมก่อตั้ง Healthe of Melbourne ยังพูดติดตลกอีกว่า นี่เราคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่มันต้องรอให้เกิด COVID-19 ก่อน กว่าที่จะทำให้ใครๆ หันมาสนใจ

หลายเรื่องในชีวิตอาจเป็นเรื่องของจังหวะ สิ่งที่เราพยายามมาตลอด อาจไม่ได้ส่งผลทันทีที่เราลงมือทำ บางอย่างอาจใช้เวลาเป็นเดือน บางอย่างอาจจะใช้เวลา 3 ปี หรือมากกว่านั้นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นกล่าวเอาไว้ แต่มันทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆ แล้ว New Normal อาจไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดมาหมาดๆ แต่อาจเป็นสิ่งที่เราคิดค้นกันมาตั้งนานแล้ว แต่จังหวะของโลก ของเหตุการณ์ มันเพิ่งมาประจวบเหมาะ ณ ช่วงเวลานี้

ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งของประเทศสิงคโปร์ มีหุ่นยนต์รูปร่างหน้าตาเหมือนน้องหมาสีเหลืองเดินวนไปวนมา เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบริษัทที่ชื่อว่า Boston Dynamics หุ่นยนต์ตัวนี้มีกล้องที่สามารถจับภาพได้ 360 องศา มีหน้าที่คอยสอดส่องดูแลว่าคนที่มาเดินออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่สวนสาธารณะแห่งนี้ เข้าใกล้กันเกินกว่าระยะที่กำหนดหรือเปล่า ถ้าใกล้กันเกินไป น้องหมาก็จะเดินไปหา พร้อมกับเล่นเสียงที่ถูกบันทึกเอาไว้ เตือนถึงความปลอดภัย และให้เพิ่มระยะห่างระหว่างกัน ในขณะเดียวกันที่บริษัท Triax Technologies ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มคิดค้นการใช้งาน Spot-R Sensor อุปกรณ์ตัวจับสัญญาณ ที่จะติดอยู่ที่เข็มขัดของพนักงาน ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนเมื่อพนักงานเริ่มเข้าใกล้กันเกินระยะที่กำหนด มีการติดตามการทำงานของพนักงาน รวมถึงจับถึงเหตุการณ์ถ้ามีพนักงานล้ม หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ก็สามารถประมวลผลถึงผู้มีความเสี่ยงให้กับองค์กร ซึ่งแน่นอน เมื่อสามปีก่อนที่มีการเริ่มใช้อุปกรณ์นี้ครั้งแรกที่บริษัท Gilbane ก็ได้รับการต่อต้านจากพนักงานมากมาย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป แต่พอวันเวลาเดินทางมาถึงตอนนี้ ทุกคนต่างพร้อมหน้าพร้อมตาใช้มัน ซึ่งก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้รู้ประโยชน์จากมันจริงๆ สักที-แน่นอนประโยคนี้ผมไม่ได้พูดเอง คุณ Michael McKelvy ประธานบริษัท Gilbane ต่างหากที่เป็นคนบอก

 

 

รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเข้ามาป้องกัน และจัดการความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น สนามบินในแต่ละประเทศ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการใช้งานบริเวณต่างๆ ของสนามบิน เริ่มตั้งแต่การเข้าไป Check-in ที่มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีแบบ Contactless การเอากระเป๋าไปโหลดขึ้นเครื่อง อาจเหลือแค่สายพานและเคาน์เตอร์ที่มี AI คอยต้อนรับ สแกนใบหน้าว่าตรงกับ Passport หรือไม่ พร้อมกับตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอีกรอบ ถึงแม้ว่าก่อนเข้ามาที่สนามบินจะมีการตรวจวัดกันไปแล้วก็ตามที ส่วน AI ที่คอยต้อนรับก็มี Google Translate ที่พร้อมแปลภาษาได้ถึง 29 ภาษา รับหน้าที่พูดคุยและแก้ปัญหาเบื้องต้นให้กับคุณ พอเสร็จจากโหลดกระเป๋า เดินไปสแกนสัมภาระที่จะเอาขึ้นเครื่อง ก็มีเครื่องสแกนแบบที่เราเคยเดินผ่านกันแบบทุกวันนี้ แต่ก็กำลังมีการเร่งพัฒนาเครื่องสแกนแบบที่สามารถเดินผ่านแล้วบอกได้เลยว่า ที่ตัวเรารวมทั้งกระเป๋าหรือสัมภาระที่ถืออยู่ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอาของแยกใส่กระบะลงสายพาน เพราะถ้ายังเป็นแบบเดิมอยู่ก็เหมือนกับเราว่ายังไม่ได้ปรับแก้อะไรเพื่อป้องกัน เรียกได้ว่าการไปสนามบินครั้งใหม่เมื่อทุกอย่างถูกเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เราแทบจะไม่ได้เข้าใกล้ หรือสัมผัสกับใครสักคนเลย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมหลังจากที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่เมื่อ 6 เดือนก่อน

จริงๆ แล้วปีนี้ โลกนี้ไม่ได้หยุดหมุนอย่างที่ผมคิด พอเข้ามาสังเกต เข้ามาค้นดูดีๆ แล้ว ปีนี้โลกหมุนไปไวกว่าปีก่อนๆ มาก ไวจนผมรู้สึกได้ว่า หรือว่าจะมีเพียงผมคนเดียวที่ไม่ได้ขยับไปไหน เพราะยิ่งตามอ่านมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งรู้เลยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โลกไม่เคยหยุด ทุกคนบนโลกไม่เคยหยุด เราทำทุกอย่างเพื่อให้เรามีชีวิตต่อไป เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ แต่จะเรียกว่าใหม่ก็เรียกได้ไม่เต็มปาก สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งคิดได้ แต่มันคือผลของการทำงานอย่างหนักในอดีตของคนที่มองเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคตต่างหาก

 

การเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน การวิ่งนำล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีคนมาสั่งให้เริ่ม มองแล้วดูเหมือนรีบเกินไป แต่การทำงานอย่างหนักของคนเหล่านี้ การพยายามนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างภูมิคุ้มกันใหม่ที่สามารถลดความเสียหายที่มีความรุนแรงต่อองค์กร ธุรกิจ อุตสาหกรรมของประเทศ หรือต่อหน่วยย่อยเล็กๆ แบบตัวเราเองได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ยังคงต้องเดินหน้าที่จะทำต่อไปอยู่ เพราะความปลอดภัยในชีวิต คือสิ่งเดียวที่ทุกคนบนโลกกำลังมองหา 

 

ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เรายังเผชิญอยู่จะดีขึ้นหรือหายไป เพราะไม่ว่าอย่างไร เหตุการณ์ที่รุนแรงกว่านี้ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอีก

 


 

ที่มา:

  • www.uvd-robots.com/about/
  • www.weforum.org/agenda/2020/06/inventions-coronavirus-covid19-innovation/
  • www.theverge.com/2020/5/8/21251788/spot-boston-dynamics-robot-
  • singapore-park-social-distancing
  • www.nytimes.com/2020/06/16/business/fighting-covid-19-innovative-tech.html