โตมร ศุขปรีชา

 

  • 1990s ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความหวัง เป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติเริ่มทำความคุ้นเคยและให้คุณค่ากับความหลากหลาย 
  • บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลักดันให้แทบทุกประเทศดิ้นรนจนเศรษฐกิจกลายเป็นช่วงขาขึ้น รายงานจาก The New York Times ระบุว่า ระหว่างปี ค.ศ.​ 1990-1999 รายได้มัธยฐานของคนอเมริกันเติบโตปีละ 10%
  • นอกจากนี้ ยุคเก้าศูนย์ยังเป็นยุคแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัล  ‘ดนตรี’ และ ‘เทคโนโลยีสื่อสาร’ ทำให้ยุคเก้าศูนย์เป็นยุคแห่งความสุข

 

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตไม่นานนัก คนจำนวนไม่น้อยมองว่า ทศวรรษที่ 1990 อาจเป็นทศวรรษที่ ‘ดีที่สุด’ เท่าที่มนุษยชาติเคยมีก็เป็นได้

 

ก่อนหน้า 1990 โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไล่มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 กับสงครามโลกถึงสองครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระต่างเหตุผล แต่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แล้วส่งผลต่อเนื่องมายังสงครามเย็นที่แบ่งโลกออกเป็นสองฟากข้าง เกิดการแข่งขันทางนิวเคลียร์อย่างรุนแรง จนทำให้โลกเข้าสู่สภาวะเสี่ยง นักวิทยาศาสตร์จึงคิด Doomsday Clock หรือ ‘นาฬิกา’ บอกว่าโลกกำลังเข้าใกล้หายนะ (ที่เกิดจากอาวุธนิวเคลียร์) มากแค่ไหน

 

แต่เมื่อมาถึงยุค 1990s หรือที่ขออนุญาตเรียกง่าย ๆ ว่ายุคเก้าศูนย์ โลกกลับดูคล้ายเต็มไปด้วยความหวังครั้งใหม่ หลายคนมองว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่เราเริ่มคุ้นเคยกับ ‘ความหลากหลาย’ (โดยเฉพาะความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือ Multiculturalism) ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ของใหม่ เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ทว่ามีแล้วหดหายไปกับกระแสอื่น ๆ เป็นครั้งคราว โดยไม่เคยมียุคสมัยไหนเลยที่ ‘คนทั้งโลก’ จะพูดถึง ‘ความหลากหลาย’ และให้คุณค่ากับความหลากหลายในด้านต่าง ๆ มากเท่ากับที่เริ่มเกิดในยุคเก้าศูนย์มาก่อน

 

คำถามก็คือ – แล้วความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร คำตอบมีรากอยู่ในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจอย่างที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง สัญลักษณ์สำคัญที่หลายคนมักเอ่ยถึง ก็คือการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน ที่เริ่มขึ้นในปี 1990 และเสร็จสิ้นในปี 1994 อันเป็นผลมาจากการรวมเยอรมนี (Germany Reunitication) ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 แต่กำแพงเบอร์ลินไม่ได้จู่ ๆ ก็ถูกรื้อทลายลง การรื้อกำแพงเบอร์ลินเป็นผลมาจากการเมืองระหว่างประเทศขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (The Dissolution of the Soviet Union) ที่เกิดขึ้นก่อนยุคเก้าศูนย์เพียงเล็กน้อย แต่ดำเนินต่อเนื่องเข้ามายังยุคเก้าศูนย์ด้วย คือเกิดขึ้นระหว่างปี 1988-1991

 

 

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน และไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องเพราะการขันแข่งในอุดมการณ์ทางการเมืองแล้วฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาชนะ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากสหภาพโซเวียตน้ันประกอบไปด้วย ‘รัฐ’ ต่าง ๆ ที่มาประกอบรวมกันเป็นสหภาพขนาดใหญ่ ซึ่งก็เป็นไปตามการทำนายของหลายฝ่ายว่า หากปราศจากระบบกระจายอำนาจที่ดี สุดท้ายย่อมเกิดความไม่สงบขึ้นในรัฐต่าง ๆ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและทางกฎหมายหรือทางนิติบัญญัติระหว่างรัฐเหล่านั้นกับรัฐบาลกลางอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าสนใจก็คือ ผู้นำของสหภาพโซเวียต ในช่วงนั้น (คือมิคาอิล กอร์บาชอฟ) ที่ถือได้ว่าเป็น ‘คนรุ่นใหม่’ (ในยุคสมัยนั้น) ได้ริเริ่มการ ‘ปฏิรูป’ อะไรหลายอย่างในรัสเซียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะนโยบายที่เรียกว่า กลาสนอสต์ (Glasnost) ที่ลดอำนาจของหน่วยงานกลาง โดยเฉพาะหน่วยงานสืบราชการลับอย่างเคจีบีลง

 

การปฏิรูปนี้ค่อย ๆ ก่อให้เกิดเสียงเรียกร้องอิสรภาพจากรัฐเล็ก ๆ ที่ถูกผนวกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ซึ่งในที่สุด สหภาพโซเวียตเดิมก็ล่มสลายลง (แต่ที่จริงจะใช้คำว่า ‘ล่มสลาย’ ก็ไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะมีนัยเชิงลบค่อนข้างมาก ในขณะที่คำภาษาอังกฤษว่า Dissolution หรือการสลายตัวลงมีนัยที่เป็นกลางมากกว่า)

 

อิทธิพลของสหภาพโซเวียตที่เคยมีในเยอรมนีตะวันออกจึงค่อย ๆ หายไปด้วย พร้อมกันนั้น ชาวเยอรมันเองก็อยากรวมประเทศ มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับคนในเยอรมนีตะวันออก (หรือเรียกว่า Eastern Bloc) ที่ลอบหนีข้ามกำแพงมาหาญาติมิตรในดินแดนตะวันตก ซึ่งแสดงให้เห็นสายสัมพันธ์ของคนชาติเดียวกันที่ไม่เคยเสื่อมสลายไป แม้มีอุดมการณ์ทางการเมืองมาขวางกั้น แล้วในที่สุด สัญลักษณ์การแบ่งแยกสำคัญของสงครามเย็น – คือกำแพงเบอร์ลิน, ก็พังทลายลง

 

แต่กระแสการเรียกร้องเอกราชและอิสรภาพของประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอดีตประเทศในสหภาพโซเวียตเท่านั้น ตั้งแต่ยุคแปดศูนย์แล้ว ที่เราเห็นความพยายามจะเรียกร้องเอกราชในประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก แต่เป็นยุคเก้าศูนย์นี้เองที่ความพยายามนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องค่อนข้างปกติและแยกประเทศออกมาได้โดยสงบ เช่น นามิเบียแยกตัวออกมาจากแอฟริกาใต้ในปี 1990 กลุ่มประเทศต่าง ๆ เช่น โครเอเชีย สโลวีเนีย บอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวีนา และมาซีโดเนีย แยกตัวออกมาจากยูโกสลาเวีย (ในกรณีนี้มีบางประเทศที่แยกตัวออกมาได้อย่างสงบ แต่ในบางประเทศ ก็มีการเสียเลือดเสียเนื้อขนานใหญ่อยู่เหมือนกัน) หรือเอริเทรียแยกตัวจากเอธิโอเปียในปี 1993 เป็นต้น คำถามถัดมาก็คือ การที่ประเทศต่าง ๆ เริ่ม ‘แยกตัว’ ออกมาจากการปกครองของประเทศใหญ่นั้น มีเหตุผลอะไร มีเหตุปัจจัยอะไรผลักดันให้เกิดการพยายามแยกตัวเป็นอิสระหรือประกาศเอกราชกันมากมายขนาดนั้น 

 

บางคนใช้ชุดเหตุผลเรื่อง Postcolonialism หรือโลกยุคหลังอาณานิคมมาอธิบาย นั่นก็คือเมื่อตกเป็นอาณานิคม คือตกอยู่ใต้อำนาจของประเทศใหญ่ (หรือเจ้าอาณานิคม) ประเทศเหล่านี้ถูกครอบงำในทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ภาษา ฯลฯ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศผู้ปกครอง แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง (อย่างน้อย ๆ ก็กินเวลาหลายสิบปี) การรื้อฟื้นตัวตนของคนในประเทศเหล่านี้ก็เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสชาตินิยมที่ค่อย ๆ แรงขึ้นทีละน้อย ทำให้เกิดการเรียกร้องที่จะเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา

 

อย่างไรก็ตาม การจะลุกขึ้นมาประกาศเอกราชไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เพราะการจะ ‘ยืนบนลำแข้งของตัวเอง’ ได้ ต้องมีความแข็งแรงในด้านต่าง ๆ ให้ได้เสียก่อนโดยความแข็งแรงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง – ก็คือความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ

 

 

กล่าวกันว่า ยุคเก้าศูนย์ คือยุคที่เศรษฐกิจโลกน่าจะรุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด เพราะมันคือการก่อร่างสร้างตัวหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ค่อย ๆ ฟูมฟักตัวเองยาวนานราว 30-40 ปี จนมาถึงขีดสุดในยุคนี้นี่เอง New York Times เคยรายงานว่า ระหว่างปี 1990-1999 รายได้มัธยฐานของคนอเมริกันเติบโตปีละ 10% ทุกปี แต่พอถึงปี 2000 ตัวเลขเริ่มตกลงไปอยู่ที่ต่ำกว่า 9% เป็นครั้งแรก และถ้ามองในแง่มาตรฐานการใช้ชีวิต คนอเมริกัน (และคนในที่อื่น ๆ ทั่วโลก) ก็เริ่มมีวิถีชีวิตที่ ‘ดีขึ้น’ (ในความหมายของการใช้ชีวิตตามมาตรฐานแบบ ‘สมัยใหม่’ หรือ Modern) กว่ายุคก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด การรณรงค์เรื่องสุขอนามัย อย่างเช่นการเปลี่ยนการใช้สุขภัณฑ์แบบนั่งยองมาเป็นโถแบบนั่งที่ช่วยลดการปนเปื้อน หรือการต่อกรกับโรคร้ายต่าง ๆ ด้วยวัคซีนจนบางโรคใกล้จะถึงขั้นหมดไปก็เกิดขึ้นในยุคเก้าศูนย์นี้เอง ในแง่ของประชากร คนก็เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า อัตราการว่างงานก็ต่ำกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งถ้าเทียบสัดส่วนของค่าเงินแล้ว รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอเมริกันคนชั้นกลางในยุคเก้าศูนย์ก็มากกว่ารายได้ในปัจจุบันด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ เศรษฐกิจในยุคเก้าศูนย์นั้นอยู่ใน ‘ขาขึ้น’ อันเป็นผลมาจากความพยายามร่วมของแทบทุกประเทศที่เคยมีบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง และช่วยกันฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกผ่านการสร้างผลิตภาพ

 

สำหรับไทยเมื่อย้อนกลับไปดูแนวโน้มเศรษฐกิจ เราจะเห็นภาพเดียวกัน นั่นคือถ้าดูผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP จะพบว่าช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ GDP ของเราเติบโตสูงมาก ตัวอย่างเช่นในปี 1991 (2534) อยู่ที่ 8.4% ปี 1992 ขยับขึ้นไปที่ 9.2% และรักษาระดับไม่เคยต่ำกว่า 8% เลย จนกระทั่งถึงปี 1995 ก่อนจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 

 

เมื่อมองย้อนกลับไป หลายฝ่ายมองว่า ยุคเก้าศูนย์เป็นยุคแห่งการแพร่ขยายของทุนนิยม (Era of Spreading Capitalism) ที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเคลื่อนเข้าสู่ทุนนิยมนี่เอง ที่เป็นสาเหตุให้ประเทศในกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต หรือกลุ่มประเทศที่อยู่ในสนธิสัญญาวอร์ซอว์ (Warsaw Pact) ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจากรัฐสังคมนิยมที่ปกครองโดยพรรคการเมืองเดี่ยว มาเป็นประเทศที่มีหลายพรรคการเมือง และเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นของรัฐให้เป็นของภาคเอกชนมากขึ้น คำว่า Privatization ที่เราพบกับกิจการสาธารณูปโภคใหญ่ ๆ ในไทยหลายแห่ง ก็เกิดขึ้น (หรือเริ่มเกิดขึ้น) เป็นจำนวนมากในยุคเก้าศูนย์นี้เอง แม้แต่ในจีนและเวียดนาม ที่ก่อนหน้านี้เคยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสม์ ก็ต้องหันมาปรับตัวรับกับระบอบทุนนิยมมากขึ้น และยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจและแทบจะเป็น ‘ต้นแบบ’ ในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมขนานใหญ่ที่สุด ก็คือสหรัฐอเมริกา ปี 1992 ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาเกิดการบูมครั้งใหญ่ จนอลัน กรีนสแปน ต้องบัญญัติศัพท์ Irrational Exurberance ซึ่งหมายถึงการที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นไปจนอาจจะเกินมูลค่าจริง ซึ่งต่อมาเรียกกันว่าภาวะฟองสบู่ การที่ฟองสบู่ไทยแตกในปี 1997 เป็นเหมือนสัญญาณเตือนถึงอีกฟองสบู่หนึ่งที่แตกตามมาในสหรัฐอเมริกาช่วงสิบปีถัดมา และหลังจากนั้น เศรษฐกิจโลกก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เคยพุ่งขึ้นไปแตะสภาวะที่รุ่งเรืองเหมือนในยุคเก้าศูนย์อีกเลย

 

 

ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีตามมา หลายคนมองว่า ยุคเก้าศูนย์คือยุคแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งที่จริง เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมต่อการ ‘บูม’ ของเทคโนโลยีนี้จนกระทั่งมาถึงยุคเก้าศูนย์

ในปี 1993 เริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘เว็บบราวเซอร์’ (Web browser) ที่ให้ผู้คนเข้าไปค้นหาอะไร ๆ แบบออนไลน์ได้เป็นครั้งแรก แม้ต้องใช้เวลาต่อมาอีกหลายปี แต่เมื่อถึงปลายยุคเก้าศูนย์ ก็เริ่มเกิดยุค ‘ด็อตคอม’ บูมขึ้นมาเป็นคลื่นลูกแรก ประมาณกันว่า ระหว่างปี 1990-1997 การใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก 15% มาเป็น 35% คือเพิ่มขึ้นถึงเกือบสามเท่า 

 

เทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อบก็เติบโตด้วยเช่นกัน จากการใช้เทปคาสเซ็ต เทคโนโลยีซีดีก็เริ่มเข้ามาแทนที่ แต่ซีดีน่าจะเป็นเทคโนโลยีเพลงที่อายุสั้นไม่น้อย เพราะมันเริ่มบูมในต้นยุคเก้าศูนย์ แต่แล้วในปี 1998 โลกก็เริ่มรู้จักกับเครื่องเล่น MP3 เป็นครั้งแรก แล้วหลังปี 2000 เป็นต้นมา เทคโนโลยีนี้ก็เข้ามาบดบังซีดีที่มีราคาแพงกว่าไปอย่างสิ้นเชิง แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือเริ่มเกิดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นตั้งแต่ต้นยุคเก้าศูนย์ แต่ในระยะแรกยังมีคนใช้งานเพียงหยิบมือเดียว และเทคโนโลยีมือถือนี้ ต้องใช้เวลาอีกกว่าทศวรรษ กว่าจะเติบโตออกมาจนกลายเป็นไอโฟนและมือถือที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน

 

มีผู้วิเคราะห์เอาไว้ว่า เรื่องของ ‘ดนตรี’ และ ‘เทคโนโลยีสื่อสาร’ คือสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนชอบมองว่ายุคเก้าศูนย์เป็นยุคแห่งความสุข

 

 

ในยุคนั้น ผู้คนเริ่มแสวงหา ‘ซาวด์’ ใหม่ ๆ มีการใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในการผลิตดนตรี ทำให้เกิดซาวด์ในแบบที่คนไม่เคยได้ยินขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แม้ในระยะแรกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีคุณค่าในทางดนตรีต่ำ แต่อุตสาหกรรมดนตรีก็ค่อย ๆ พัฒนาปรับตัวโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ทำให้ดนตรีที่มีลักษณะ ‘ลูกกวาด’ หรือ ‘กระป๋องกระแป๋ง’ เพราะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาช่วย ค่อย ๆ ซับซ้อนและสร้างซาวด์แบบเก้าศูนย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาได้

 

ยุคนี้เราจึงเห็นความหลากหลายของดนตรีในแบบที่แทบไม่เคยพบเห็นมาก่อนในยุคอื่น ๆ เพราะในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงราวสิบปี เกิดดนตรีแบบ ‘ลูกกวาด’ ขึ้นจำนวนมาก ด้วยดนตรีง่าย ๆ ติดหู แต่เพราะความบูมของทุนนิยมจึงมีการใช้มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยยอดขาย เช่น การเกิดวงดนตรีประเภท ‘บอยแบนด์’ ที่สมาชิกในวงเล่นดนตรีไม่เป็น หรือร้องเพลงไม่ได้เก่ง แต่ใช้เทคโนโลยีการอัดเสียงช่วย เป็นต้น

 

ในยุคเดียวกัน ยังเริ่มเกิดกระแสต้านความป๊อบลูกกวาดที่ว่า ด้วยการที่หลายคนลุกขึ้นมาทำดนตรีเอง ทำให้เกิดดนตรีแนว ‘อัลเทอร์เนทีฟ’ เพื่อเป็น ‘ทางเลือก’ แข่งกับกระแสดนตรีเมนสตรีม (Main Stream) แบบลูกกวาดที่เกิดขึ้นเพราะกระบวนการทางการตลาดอย่างที่ว่ามาข้างต้น ซึ่งก็ปรากฏว่าดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ ดนตรีอินดี้ ได้พัฒนาต่อเนื่องไปเป็นดนตรีแนวต่าง ๆ มีการหยิบยืมวัฒนธรรมดนตรีของคนกลุ่มน้อยในสังคมมาใช้ เช่นดนตรีแบบฟังก์ หรือดนตรีแบบแร็พ ที่หยิบยืมมาจากกลุ่มคนผิวสีในอเมริกา แล้วกลายเป็นอุตสาหกรรมดนตรีแบบใหม่ที่คละเคล้าผสมผสานไปกับดนตรีป๊อบเมนสตรีม รวมไปถึงดนตรีประเภท ‘นิวเอจ’ ที่ก้ำกึ่งระหว่างความป๊อบและความเป็นดนตรีคลาสสิกด้วย 

 

ที่สำคัญ ยุคนี้ยังเป็นยุคที่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ ถือกำเนิดได้อยู่ ยังไม่ถูกกลบฝังด้วยปริมาณอันมากมายของการผลิตดนตรีผ่านโลกออนไลน์ เราจึงเห็นซูเปอร์สตาร์อย่างบริตนีย์ สเปียร์, สไปซ์เกิร์ล, มารายห์ แครีย์ ฯลฯ ขึ้นครองบิลบอร์ดชาร์ต

 

ส่วนในโลกของโทรทัศน์ มีผู้วิจารณ์ว่า ยุคเก้าศูนย์เป็นยุคที่มีรายการโทรทัศน์ดี ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะรายการประเภทซีรีส์ทั้งหลาย เราได้เห็นปรากฏการณ์ ‘ซิตคอม’ บูมเป็นคร้ังแรก โดยเฉพาะซิตคอมอย่าง Friends ที่กลายเป็นผู้นำวิถีชีวิตหลากหลายด้าน เคยมีคนวิเคราะห์ว่า Friends มีส่วนทำให้วัฒนธรรมกาแฟอย่าง Starbucks เติบโต เพราะผองเพื่อนในซิตคอมเรื่องนี้นัดพบกันที่ร้านกาแฟเป็นประจำ วัฒนธรรม Third Place จึงเกิดขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยให้เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กได้รับความนิยมและเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อเมือง (Gentrification) หลายส่วนด้วย แม้ผ่านมาเกือบสองทศวรรษแล้ว แต่ผู้คนก็ยังรำลึกถึง Friends กันอยู่ และเพิ่งมีรายการ Reunion กันไปทางช่อง HBO Go เมื่อไม่นานมานี้ และไม่ได้มีเพียงปรากฏการณ์ Friends เท่านั้น แต่รวมไปถึงซิตคอมอื่น ๆ อีกมาก เช่น Seinfeld, Third Rock From the Sun, Will and Grace, Melrose Place, Beverly Hills, 90210 และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีส่วนทำให้ระบบสถานีโทรทัศน์แบบเคเบิลเฟื่องฟูด้วยแน่นอน โลกบันเทิงไม่ได้จำกัดเฉพาะโทรทัศน์เท่านั้น ในด้านของภาพยนตร์ยุคเก้าศูนย์ก็เป็นหมุดหมายของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ด้วยเช่นกัน การ์ตูนเรื่องแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้และสร้างสรรค์ได้อย่าง ‘พอดี’ มาก ก็คือ Beauty and the Beast ซึ่งต่อมาก็มีการพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์ที่เป็น CGI เต็มเรื่องที่ลือลั่นมาก ได้แก่งานของค่าย Pixar อย่าง Toy Story หรือการใช้เทคนิคด้านภาพสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่อาจสร้างสรรค์ได้ และกลายเป็นภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Titanic ที่มีเจมส์ คาเมรอนเป็นผู้กำกับ

 

เราได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในด้านการแสดงมากมาย หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมีตั้งแต่ Dances with Wolves, Silence of the Lambs, Schindler’s List, Forrest Gump, Titanic ไปจนถึง American Beauty ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนทั้งสิ้น ไม่นับหนังอีกบางเรื่องที่แม้ไม่ได้รับรางวัล แต่ก็กลายเป็นหนึ่งในหนังที่ผู้คนไม่มีวันลืมตลอดกาล อย่างเช่น Shawshank Redemption, Men in Black, Ghost, Home Alone, The Lion King, Pretty Woman, The Bodyguard, The Matrix และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงปรากฏการณ์ ‘รอม-คอม’ หรือโรแมนติกคอมีดี้ ที่ส่งผลให้นักแสดงอย่าง จูเลีย โรเบิร์ตส์ กลายเป็นนักแสดงที่เล่นหนังเรื่องเดียวแล้วได้ค่าตัว 20 ล้านเหรียญ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฮอลลีวู้ด

 

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะในยุคเก้าศูนย์นั้น เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามา ‘ควบคุม’ เรามากถึงขนาดนี้ โลกเทคโนโลยียังอยู่ในก้าวแรกเท่านั้นเอง สตีฟ จ็อบส์ ยังไม่เปิดตัวไอพ็อดด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ไอโฟนเลย แน่นอน เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายและการติดต่อสื่อสารให้เราแบบลัดนิ้วมือเดียวถึง แต่เทคโนโลยีก็นำมาซึ่งปรากฏการณ์ FOMO หรือ Fear of Missing Out ด้วย ทำให้เราต้อง ‘ต่อติด’ กับโลกเทคโนโลยีตลอดเวลาจนไม่มีเวลาว่างจะคิดและทำสิ่งอื่น รวมทั้งไม่สามารถ Enjoy the Moment หรือมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะโดยปราศจากเทคโนโลยีได้อีกต่อไป ซึ่งเรื่องแบบนี้ยังไม่เกิดขึ้นในยุคเก้าศูนย์ 

 

โดยปกติ เมื่อมนุษย์มองย้อนกลับไปในอดีต เรามักมองข้ามความยากลำบากหรือความทุกข์ต่าง ๆ แล้วมองเห็นเฉพาะเรื่องดี ๆ แบบที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ Good Old Days การที่คนยุคนี้มองกลับไปในยุคเก้าศูนย์แล้วเห็นว่ามันคือยุคทองก็เช่นเดียวกัน คนที่ผ่านยุคเก้าศูนย์มาด้วยตัวเอง อาจไม่รู้สึกว่ามันเป็นยุคที่ ‘พิเศษ’ อะไรนัก เพราะทุกยุคสมัยย่อมมีข้อดีข้อเสียของตัวเองอยู่ การมองกลับไปยังยุคเก้าศูนย์แล้วเห็นแต่เรื่องดี ๆ จึงอาจเป็นเรื่อง ‘เกินจริง’ อยู่บ้าง แต่กระนั้น ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า ยุคเก้าศูนย์คือยุคที่สิ่งเก่าใกล้จะถึงจุดจบ โดยที่สิ่งใหม่ยังไม่เริ่มต้นขึ้น 

 

ยุคเก้าศูนย์จึงเป็นยุคแห่งโอกาสในการใช้ทรัพยากรที่ยังพอมีอยู่ ยุคที่มนุษย์ยังพอสำนึกจดจำได้ถึงความบาดหมางที่ก่อให้เกิดอย่างสงครามโลกนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงเพียงใด และเป็นยุคแห่งการ ‘พัก’ ก่อนที่จะเริ่มต้นยุคใหม่แห่งเทคโนโลยีครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ฟาดฟัน เศรษฐกิจล่มสลาย โรคระบาด และปรากฏการณ์ทัวร์ลงอันน่าตื่นใจ

 

การนึกย้อนกลับไปหายุคเก้าศูนย์ จึงเป็นคล้ายการ ‘ท่องเที่ยว’ ไปในอดีต เป็น Nostaligc Tourism ที่มีลักษณะคล้าย Cultural Tourism หรือการท่องไปในวัฒนธรรมอื่น โลกอื่น โดยคนที่อยู่ภายนอก แต่ที่ต่างออกไปก็คือ การท่องไปในโลกยุคเก้าศูนย์ คือการท่องไปในโลกที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้อีกแล้ว