โตมร ศุขปรีชา

 

จักรวาลนฤมิต หรือ Metaverse คือคำที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า มันจะมาเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของ ‘การเดินทาง’ และ ‘การท่องเที่ยว’ ไปอย่างไรบ้างหรือเปล่า

เรารู้อยู่แล้วว่า จักรวาลนฤมิต ก็คือ ‘โลกเสมือน’ ที่เหมือนจริงมาก ๆ จนเราสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในนั้นได้จริง เฟซบุ๊กเปลี่ยนชื่อบริษัทตัวเองเป็น Meta เพื่อมุ่งสร้างสรรค์โลกเมตาเวิร์ส แต่เฟซบุ๊กไม่ใช่เจ้าเดียวที่ทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน อีกเจ้าหนึ่งที่พูดได้ว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง ก็คือ Decentraland ซึ่งได้สร้างจักรวาลนฤมิตขึ้นมา และเมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งขาย ‘ที่ดินเสมือน’ ไปด้วยราคาสูงถึง 572,000 เหรียญสหรัฐฯ นั่นแปลว่าผู้ซื้อต้องรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะได้กำไร

 

 

ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กกับ Decentraland เท่านั้น แต่ค่ายยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพยากรมหาศาลอย่างดิสนีย์ ก็เพิ่งประกาศว่า ดิสนีย์ก็จะสร้างจักรวาลนฤมิตของตัวเองขึ้นมา โดยจะเชื่อมโยงทั้งโลกจริงและโลกเสมือนของดิสนีย์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสนุก สื่อบันเทิง สื่อกีฬา สเตเดียม คอนเสิร์ตฮอล ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เกิดประสบการณ์เฉพาะ ไม่เหมือนของเฟซบุ๊ก และ Decentraland

หลายฝ่ายมองว่า จักรวาลนฤมิตที่กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ จะเป็นคล้าย ๆ ระบบเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน ที่มีทั้งระบบเบต้าและ VHS และสุดท้ายก็จะมีค่ายใดค่ายหนึ่งชนะไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จักรวาลนฤมิตจะทำให้เราสามารถ ‘นั่งอยู่เฉย ๆ ’ ที่บ้าน แล้วออกเดินทางไปไหนก็ได้ มีปฏิสัมพันธ์กับใครก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจะออกเดินทางท่องเที่ยวไปทำไมกันเล่า

กับเรื่องนี้ เดวิน ลิดเดล (Devin Liddell) นักเขียนของ Fast Company ทำนายเอาไว้ว่า การเดินทางที่จะสูญหายไป ก็คือการเดินทางเพื่อธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Business Travel 

 

 

เขาบอกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่คนเราจะต้องเดินทางไกลข้ามโลกข้ามเมืองข้ามทวีป เพียงเพื่อไปมองตากันตอนเซ็นสัญญาธุรกิจระหว่างกัน ทั้งที่เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ผ่านการประชุมออนไลน์ และจักรวาลนฤมิตก็จะทำให้การประชุมออนไลน์นั้น ‘สมจริง’ ขึ้นกว่าเดิมมาก เราสามารถ ‘มองตา’ กันและกันได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ตาจริง ๆ ก็ตาม 

ที่สำคัญก็คือ การเดินทางไปเพื่อ ‘ดูงาน’ แบบที่หน่วยงานราชการชอบปฏิบัติกันนั้นก็จะหายไปด้วย เพราะเราสามารถใช้จักรวาลนฤมิตพาตัวเองไป ‘ดูงาน’ ได้อย่างสมจริงที่อีกซีกโลกหนึ่งโดยไม่ต้องเดินทางไปจริง ๆ จึงลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล รวมถึงลดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทาง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย รอยเท้าคาร์บอนจึงต่ำลง ดังนั้น การเดินทางเพื่อธุรกิจจึงน่าจะหายไปจนหมด

อีกสิ่งหนึ่งที่จะหายไปด้วยตามคำทำนายของลิดเดลก็คือการเดินทางในเมืองหรือ Commuting แน่นอนว่าอาจไม่ได้หายไปจนหมดสิ้น แต่การเดินทางไปทำงานตอนเช้า กลับบ้านตอนเย็น จะกลายเป็นเรื่องที่ ‘ไม่เมคเซนส์’ อีกต่อไปแล้ว เพราะคนเราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ การเดินทางประจำวันเหล่านี้จึงจะค่อย ๆ ลดน้อยลง

การเดินทางเพื่อธุรกิจที่ลิดเดลว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักธุรกิจที่บินไปเซ็นสัญญาเท่านั้น แต่รวมไปถึง ‘คนทำงาน’ หลากหลายรูปแบบด้วย แม้กระทั่งคนทำงานประเภท ‘บลูคอลลาร์’ หรือผู้ใช้แรงงานหรือใช้ทักษะส่วนตัวในการทำงาน ต่อไปในอนาคตก็จะเดินทางกันน้อยลง ตัวอย่างเช่น เชฟที่ทำอาหารอร่อยเหลือเกินอยู่ที่นิวยอร์ก อาจรับเชิญมาทำอาหารที่กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเดินทางมาก็ได้ แต่ใช้ ‘หุ่นยนต์’ ในการทำอาหารตามที่ตัวเองกำหนดให้แทน หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อหุ่นยนต์นั้นเข้ากับระบบประสาทของเชฟ เพื่อโรยเกลือ โรยพริกไทยตาม ‘รสมือ’ ของเชฟก็ได้

หรือในกรณีของช่าง เช่น ช่างก่อสร้างฝีมือดี หรือนักดับเพลิง ก็สามารถใช้จักรวาลนฤมิตในการทำงานได้ โดยการบังคับควบคุมให้หุ่นยนต์ทำงานในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจที่แม่นยำของผู้มีประสบการณ์ในแบบที่ปัญญาประดิษฐ์ยังทำไม่ได้ 

พูดง่าย ๆ ก็คือ การเดินทาง ‘เพื่องาน’ จะลดลงไปอย่างมาก

 

คำถามต่อมาก็คือ – แล้วจะเหลือการเดินทางรูปแบบไหนอยู่อีกบ้าง

 

ลิดเดลบอกว่า การเดินทางแบบที่จะยังมีอยู่ และอาจทวีความสำคัญมากขึ้นด้วย ก็คือการเดินทางเพื่อใช้เวลาว่าง หรือการเดินทางเพื่อหย่อนใจ ที่เขาเรียกว่า Leisure Travel ซึ่งการเดินทางในเมืองที่ยังเหลืออยู่ ก็จะไม่ใช่การเดินทางไปทำงานมากเท่าการเดินทางไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูง สังสันทน์ หรือเดินทางไปพักผ่อนตามสถานบริการต่าง ๆ ทางกายภาพ เช่นการนวดผ่อนคลายในสปา หรือการออกกำลังกายในยิม (ซึ่งน่าจะยิ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นในอนาคต เพราะจักรวาลนฤมิตจะทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายจำกัด)

เมื่อเป็นเช่นนี้ การออกแบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการสำหรับการเดินทาง จึงอาจเปลี่ยนแปลงใหม่หมด เช่นหากการเดินทางไม่ได้มีเป้าหมายที่ความรวดเร็ว แต่เป็นไปเพื่อซึมซับประสบการณ์ในเวลาว่าง เครื่องบิน (ที่ต่อไปจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์) ก็อาจได้รับการออกแบบให้มีหน้าต่างกว้าง ๆ ไม่จำเป็นต้องบินสูงหรือบินเร็ว แต่บินเพื่อชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทาง แบบเดียวกับรถไฟที่มีหน้าต่างแบบพานอรามิก แล่นไปในพื้นที่ที่มีทิวทัศน์งดงาม เป็นต้น

 

นอกจากนี้ รูปร่างหน้าตาและอารมณ์ความรู้สึกของสถานที่เกี่ยวกับการเดินทาง เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ ท่าเรือ ฯลฯ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย ในปัจจุบัน บุคลิกของสถานที่เหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับการเดินทางที่ค่อนข้างเป็นทางการ มีความแข็งและตรงไปตรงมา แต่หากการเดินทางส่วนใหญ่เป็น Leisure Travel การออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ ‘ความสนุก’ ในการเดินทางแทน 

โรงแรมที่พักที่เคยมีลักษณะเป็น Business Travel รวมถึงธุรกิจประชุมอย่าง MICE ก็อาจลดความสำคัญลงไปอย่างมาก แต่งานแสดงสินค้าที่ผู้คนสามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ตรงได้จะยังอยู่ โดยต้องได้รับการออกแบบที่สอดคล้องกับ Leisure Travel มากขึ้น

หลายคนอาจคิดว่า จักรวาลนฤมิตคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า จักรวาลนฤมิตได้คืบคลานเข้ามาหาเราแล้วในหลายรูปแบบ เรากำลังมีชีวิตอยู่ในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะจักรวาลนฤมิตได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในการท่องเที่ยวหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างประสบการณ์และการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบจนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจักรวาลนฤมิตจริง ๆ ก็ตาม

ตัวอย่างเช่น Virtual Tour ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น Virtual Museum หรือพิพิธภัณฑ์เสมือน ที่หลายแห่งพยายามจำลองให้เหมือนกับผู้เข้าชมได้เข้าไปอยู่ในสถานที่จริง พัฒนาการของเทคโนโลยีแบบนี้เกิดขึ้นช้า ๆ แต่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นเพราะการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่จำกัดการเดินทาง ผู้คนจึงต้องอาศัยโลกเสมือนในการเสพ

แต่หากก้าวล้ำต่อไปในอนาคต จักรวาลนฤมิตน่าจะยิ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือ Leisure Travel เป็นไปได้อย่างเข้มข้นขึ้นมาก เช่น ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถ ‘เห็น’ ห้องพักได้แบบเสมือนจริง หรือก้าวหน้าถึงขั้นสามารถ ‘สัมผัส’ (ผ่านการใช้เทคโนโลยีผิวหนังเสมือนจริง Re-Skin) สิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น สัมผัสได้ว่า ผ้าปูที่นอนที่โฆษณาว่านุ่มเนียนเหลือเกินนั้นเป็นอย่างไร

ที่น่าสนใจก็คือ จักรวาลนฤมิตจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น เหมือนย้อนกลับไปมีตัวแทนบริษัททัวร์ในสมัยก่อนที่ช่วยปรับเปลี่ยนโปรแกรมการเดินทางและการจองต่าง ๆ ให้อย่างสะดวกสบาย เพราะมีระบบที่เรียกว่า Automation of Automation คือมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่คอยปรับแต่งระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง โดยปัญญาประดิษฐ์จะเขียนโค้ดใหม่ตลอดเวลาจากการเรียนรู้เอง และคอยปรับระบบอัตโนมัติที่มีอยู่ แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและเริ่มด้อยประสิทธิภาพ แล้วนำเสนอในรูปแบบของผู้ให้บริการที่อาจมีรูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์ในจักรวาลนฤมิต แต่มีประสิทธิภาพสูงและไม่ต้องการการพักผ่อน รวมทั้งแม่นยำถูกต้อง และสร้างสรรค์รูปแบบการเดินทางใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึงให้นักท่องเที่ยวได้

ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จักรวาลนฤมิตจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถประชุมกันได้เหมือนอยู่ในโลกจริง โรงแรมในนิวยอร์กอาจว่าจ้างเชฟชาวไทยไปบริหารห้องอาหารไทยในนิวยอร์ก โดยเชฟไม่ต้องเดินทางจากประเทศไทยไปเลยก็ได้ เช่นเดียวกับการอบรมหรือฝึกหัดพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำชมพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ

นั่นแปลว่า จักรวาลนฤมิตจะสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้สูงยิ่ง โดยต้องตระหนักเสียก่อนว่า ในอนาคต การเดินทางอาจลดลงเหลือเพียง Leisure Travel เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เราต้องปรับตัวไปตามแนวโน้มนี้

แม้ทุกสิ่งที่เรายังไม่รู้จะมีความเสี่ยงอยู่เสมอ แต่หากมองในแง่ดี ก็เป็นไปได้ว่ามนุษย์อาจผ่อนคลายมากขึ้น ท่องเที่ยวมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้นก็ได้

ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ – โลกก็คงน่าอยู่ขึ้นอีกมาก