“They want something new, something interesting. Interesting means something they haven’t experienced before, and it’s important that it’s abroad”ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวอิสราเอล

อิสราเอล รัฐที่มีอายุเพียง 70 ปี ก่อตั้งขึ้นบนดินแดนที่มีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งอันยาวนาน แม้ว่าการต่อสู้ระหว่างเชื้อชาติและศาสนายังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้อิสราเอลได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก ผ่านการผลิตและส่งออกนวัตกรรมชั้นสูง ธุรกิจด้านเทคโนโลยีของอิสราเอลเฟื่องฟูจนได้รับสมญาว่าเป็น ‘ดินแดนแห่งสตาร์ทอัพ’

ในปี 2561 อิสราเอลมี GDP nominal per capita เป็นอันดับที่ 20 ของโลก เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโต ร้อยละ 3.4 การบริโภคส่วนบุคคลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สภาพเศรษฐกิจอันสดใสส่งผลต่อการเดินทางนอกประเทศของชาวอิสราเอลอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2560 ชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศ 7.1 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มจากปี 2559 ถึงร้อยละ 13 (ที่มา: Marketing Analysis 2019 – Israel จัดทำโดย ททท. สำนักงานโรม) หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชากรอิสราเอลทั้งประเทศมีจำนวนเพียง 8.8 ล้านคน เราอาจสรุปได้ว่าชาวอิสราเอลเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางอย่างแท้จริง

นอกจากจำนวนนักเดินทางที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในปัจจุบันยังมีลักษณะและพฤติกรรมที่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัดจากกำลังซื้อและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในวันนี้มีความมั่นใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่าแต่ก่อน จุดหมายปลายทางมีระยะไกลและหลากหลายขึ้น มีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น นักท่องเที่ยวชนชั้นกลางชาวอิสราเอลไม่ใช่ Backpacker ที่จะท่องเที่ยวแบบราคาถูกอีกต่อไป

เรามาทำความรู้จักนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลให้มากกว่านี้กันดีกว่า

Who are they?

  • นักท่องเที่ยวกลุ่มระดับกลางบนชาวอิสราเอล (คุณลักษณะคือมีอายุมากกว่า 18 ปี รายได้ 40,000 เหรียญสหรัฐต่อปีขึ้นไป และเดินทางอย่างน้อย 1 ครั้งภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา) มีจำนวน 1.6 ล้านคน(เป็นการประมาณการจำนวนขึ้นจากผลการศึกษาตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มประเทศเกิดใหม่: ภูมิภาคตะวันออกกลาง จัดทำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี 2561)
  • ร้อยละ 64 เป็นเพศหญิง
  • หากแบ่งตามช่วงอายุ นักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี (ร้อยละ 34) รองลงมาเป็นกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี (ร้อยละ 22)
  • ร้อยละ 40 ระบุว่าตนทำงานในวิชาชีพสาขาต่างๆ (Professional)ในขณะที่ร้อยละ 16 ทำงานด้านบริหาร (Administrative) มากกว่า1 ใน 5 มีรายได้มากกว่า 60,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
  • หากแบ่งตามกลุ่มคุณลักษณะทางจิตวิทยาการดำรงชีวิตตามกรอบแนวคิด AOI (Attitude, Opinion and Interests) ของการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวระดับกลางบนชาวอิสราเอลร้อยละ 40 มีลักษณะเป็น Achiever โดยมีความกระตือรือร้นที่จะประสบความสำเร็จดำเนินชีวิตด้วยการวางแผน มีความมั่นใจในตัวเองสูง ต้องการการยอมรับจากสังคม รวมทั้งปรารถนาความโดดเด่นและสถานภาพที่เหนือกว่าคนอื่น นอกจากนี้ร้อยละ 38 ยังมีลักษณะแบบ Mainstreamคือยึดมั่นกับจารีตประเพณีและค่านิยมของสังคม ผู้บริโภคกลุ่มนี้มักจะแสวงหาสินค้าและบริการที่เรียบง่าย ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงความเสี่ยง รวมทั้งสิ่งที่ดูหวือหวาแหวกแนว
  • นักท่องเที่ยวระดับกลางบนชาวอิสราเอลส่วนใหญ่อาศัยในกรุง Tel Aviv และพื้นที่เขต Central ที่มีเมือง Rishon LeZion Petah Tikva และ Ramla เป็นเมืองสำคัญ รวมทั้งพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศที่มีเมือง Nazareth เป็นเมืองสำคัญ

  • Top hangouts :

    Haoman 17

    Zappa Tel Aviv

    Segev Chef

Why they travel?

ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตการทำงานที่เร่งรีบและเคร่งเครียด โดยค่าดัชนี Work-life balance index ของชาวอิสราเอลอยู่ในอันดับท้ายๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม OECD อื่นๆ โดยความเคร่งเครียดนั้นเองที่ส่งผลให้ชาวอิสราเอลต้องออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและหลบหนีกิจวัตรประจำวัน

การท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวอิสราเอล โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 14 ของรายได้ครัวเรือน

นักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลเกือบทั้งหมดเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ ร้อยละ 58 ระบุว่าเดินทางท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจกรรมประเภทต่างๆ ประกอบด้วยกิจกรรมบันเทิง/นันทนาการ เช่น สวนสนุก การแสดง (ร้อยละ 14) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ร้อยละ 14) การสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น (ร้อยละ 12) ฮันนีมูนและฉลองครบรอบแต่งงาน (ร้อยละ 9)

ปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอล ได้แก่

ร้อยละ 65 – ความน่าสนใจของแหล่งหรือสถานที่ท่องเที่ยว

ร้อยละ 58 – คำแนะนำหรือประสบการณ์ในการเดินทางครั้งก่อนๆ

ร้อยละ 51 – เอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

How they travel?

นักท่องเที่ยวระดับกลางบนชาวอิสราเอลร้อยละ 55 เดินทางต่างประเทศปีละครั้งหรือมากกว่า

ส่วนใหญ่เดินทางในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน โดยมีการเดินทางสูงสุดในเดือนสิงหาคม

ร้อยละ 48 เดินทางเป็นกลุ่มกับเพื่อน ครอบครัว หรือญาติ ในขณะที่ร้อยละ 42 เดินทางกับคู่สมรสหรือคู่รัก

ระยะเวลาในการเดินทางขึ้นอยู่กับจุดหมาย ใช้เวลาท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 7 คืนสำหรับจุดหมายระยะใกล้ และ 15 คืนสำหรับจุดหมายระยะไกล

นักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 52) เลือกที่พักเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว โดยจะใช้จ่ายสำหรับค่าที่พักเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการเดินทางระยะไกล และร้อยละ 34 สำหรับการเดินทางระยะใกล้

นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมีลักษณะเป็น Explorer ที่ชอบค้นหาประสบการณ์และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่ยังเคยไป พวกเขาแสวงหากิจกรรมที่ตื่นเต้น สนุกสนาน มากกว่าการนอนพักผ่อนเฉยๆ โดยกิจกรรมที่ชาวอิสราเอลชื่นชอบเป็นกิจกรรมประเภทผจญภัยและกีฬากลางแจ้ง (Adventure & Outdoor) เช่น การโหนสลิง (Zipline) พายเรือคายัค จักรยานภูเขา ขับรถ ATV

นอกจากกิจกรรมบันเทิงและนันทนาการอย่างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ได้กล่าวไปแล้ว การช้อปปิ้งและท่องเที่ยว Nightlife ยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล

From search to selection

  • การพัฒนาทางเทคโนโลยีส่งผลให้การค้นหาข้อมูลและการจองการเดินทางด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น จากการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายและผู้ประกอบการพบว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ นิยมจัดการเดินทางด้วยตนเอง
  • ช่องทางการค้นหาข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายนิยมใช้มากที่สุดคือ Online Travel Agent หรือ OTA (ร้อยละ 73) รองลงมาเป็นการรับรู้ข้อมูลผ่านคำบอกเล่า หรือ Word-of-mouth (ร้อยละ 45) และสื่อสังคมออนไลน์ (ร้อยละ 38) (หมายเหตุ: การคำนวณสัดส่วนผู้ที่ค้นหาข้อมูลผ่านช่องทาง OTA รวบรวมจากการระบุชื่อบริษัทที่อยู่ ในรายชื่อ OTA ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน)
  • ในจำนวนสื่อสังคมออนไลน์ที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาข้อมูลทางการท่องเที่ยว Facebook เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (ร้อยละ 98) รองลงมาเป็น Instagram และ Youtube
  • นักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63) เลือกจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน OTA ซึ่งเป็นช่องทางเดียวกับการค้นหาข้อมูลแต่ในสัดส่วนที่ลดลง โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ค้นหาข้อมูลผ่าน OTA แต่เลือกจองโดยตรงกับสายการบิน โรงแรม หรือผ่านบริษัททัวร์ (สัดส่วนร้อยละ 49, 41 และ 31 ตามลำดับ)
  • นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ใช้เวลาในจองการเดินทางไม่นานมากนัก เพียงไม่กี่เดือนหรือ 1-2 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ระยะเวลาในการจองมีความแตกต่างกันระหว่างการเดินทางแต่ละประเภทโดยจะใช้เวลานานขึ้นสำหรับการจองทริประยะไกล การเดินทางกับครอบครัว หรือการเดินทางที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมงานหรือเทศกาลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ
  • นักท่องเที่ยวระดับกลางบนชาวอิสราเอลประมาณร้อยละ 30 ยังคงเลือกจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รวมทั้งการจัดการภาคพื้นดิน (เช่น ตั๋วรถไฟ ทริป ไกด์) ผ่านบริษัทนำเที่ยว ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและการสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายพบว่า คำบอกเล่าและการแนะนำจากคนรู้จัก (Word-of-mouth & recommendation) รวมทั้งการได้รับบริการเฉพาะบุคคล (Personalized service) เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือกใช้บริการจากบริษัทนำเที่ยว

WOM is more important than brand

  • นักท่องเที่ยวระดับกลางบนชาวอิสราเอลไม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ของสายการบินและโรงแรมที่เลือกมากนัก โดยในการเลือกสายการบิน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือการมีเที่ยวบินตรง (ร้อยละ 53) และราคา (ร้อยละ 50) โดยภาพลักษณ์ของสายการบินเป็นปัจจัยที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญในอันดับรองลงมา
  • ในการเลือกโรงแรม สิ่งที่กลุ่มเป้าหมายคำนึงถึงมากที่สุดคือความสะดวกของทำเลที่ตั้ง (ร้อยละ 46) และคำแนะนำ/การบอกเล่า (ร้อยละ 16) โดยประมาณร้อยละ 60 ไม่สามารถระบุแบรนด์ของที่พักในการเดินทางครั้งที่ผ่านมาได้
  • นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 61 ไม่ได้เป็นสมาชิกสายการบินที่ตนใช้บริการ ในขณะที่ร้อยละ 92 ไม่ได้เป็นสมาชิกโรงแรมในเครือใดๆ จึงกล่าวได้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายชาวอิสราเอลไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ แต่จะเชื่อถือคำบอกเล่าหรือคำแนะนำจากคนรู้จักมากกว่า

Next destination is…

  • นักท่องเที่ยวกลุ่มระดับกลางบนชาวอิสราเอลร้อยละ 98 มีแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดยในการเดินทางครั้งต่อไป ร้อยละ 62 ระบุว่าจะเลือกเดินทางระยะใกล้ ในขณะที่ร้อยละ 38 เลือกเดินทางไปยังจุดหมายระยะไกล
  • แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวอิสราเอลกลุ่มกลางบนจะเลือกเดินทางในครั้งต่อไป ได้แก่
    ระยะใกล้ : กรีซ เพื่อแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล อิตาลี และ สเปน เพื่อกิจกรรมบันเทิงและนันทนาการ
    ระยะไกล : สหรัฐอเมริกา เพื่อกิจกรรมบันเทิงและการช้อปปิ้ง ไทย เพื่อแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล และ ญี่ปุ่น เพื่อท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

Segments to watch for

  • Millennial  มีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลทั้งหมด ร้อยละ 73 เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 26-35 ปี ร้อยละ 64 มีรายได้ระดับปานกลาง หรือประมาณ 3,300-3,700 เหรียญสหรัฐต่อเดือน จุดหมายที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมเดินทาง ได้แก่ ยุโรป (อิตาลี กรีซ สเปน) สหรัฐอเมริกา และไทย
  • Family with kid(s)  หรือกลุ่มครอบครัวที่เดินทางพร้อมกับบุตร มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 32 ของนักท่องเที่ยวกลุ่มกลางบนชาวอิสราเอลทั้งหมด ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 36-45 ปี นิยมเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาที่มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทนันทนาการ หรือสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็ก เช่น Disneyland (ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา) Europa Park (เยอรมนี)
  • LGBTQ  สังคมอิสราเอลค่อนข้างเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ โดยกรุง Tel Aviv เป็นที่ตั้งของชุมชน LGBTQ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
    ตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ ชาวอิสราเอลมีการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง และมีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง อาศัยอยู่ในครอบครัวแบบ DINK (Double Income No Kids) แม้ว่ากลุ่มครอบครัวเพศเดียวกันที่มีบุตรมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเช่นกัน
  • Honeymooner จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวพบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มฮันนีมูน เป็นกลุ่มศักยภาพที่มีการใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ ส่วนมากจะใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าค่อนข้างนาน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับการเดินทางฮันนีมูน ได้แก่ อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

______

โครงการศึกษาตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มประเทศเกิดใหม่: ภูมิภาคตะวันออกกลาง (ปี 2561) จัดทำโดยบริษัท อินทัช รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลแทนซี่ เพื่อกองวิจัยการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานักท่องเที่ยวต่างประเทศในพื้นที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของประชากรชนชั้นกลางสูง จึงเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยมีโอกาสในการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ในอนาคต โดยกำหนดศึกษากลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ อิสราเอล โอมาน และคูเวต