In 2020, the trend of environmental preservation and care will be developed to reach the highest point as ever. Sustainability that humans call for will be more than an expression of the status of environmental care’. It will be the trend that those who do not agree or follow will be criticized and pressed to be embarrassed and guilty.

 

โดย บัณฑิต เอนกพูนสินสุข

 

เขียวที่เข้มข้นขึ้น

ปี ค.ศ. 2020 เทรนด์การใส่ใจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ความยั่งยืนที่มนุษย์เราเรียกร้อง ถามหา จะเป็นมากกว่าการแสดงออกถึง ‘สถานะของความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม’ โดยจะกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ปฏิบัติตาม จะถูกประณาม ถูกกดดันจนรู้สึกผิดและอับอาย หรือเรียกได้ว่า ‘เทรนด์ความอับอายสีเขียว’ ปี ค.ศ. 2020 เทรนด์ความอับอายสีเขียว จะเข้ามาเปลี่ยนเทรนด์สีเขียวให้กลายเป็นเขียวเข้ม และแน่นอนว่าผู้บริโภคเกือบทั้งหมดจะมองหาสินค้า การบริการ และประสบการณ์ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์และช่วยลดความรู้สึก ผิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ถึงแม้ว่าบางส่วนจะไม่ได้อยากทำก็ตาม)

 

จาก เขียวอ่อน สู่ เขียวเข้ม
(จากสถานะ สู่ ความละอาย)

การใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและการเรียกร้องในสิทธิทางสิ่งแวดล้อม ถ้าจะเล่าถึงต้นกำเนิดคงต้องย้อนกลับไปก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 5,000 ปีก่อนเลยทีเดียว

 

The goal of life is living in agreement with nature.

หรือ

เป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ คือการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขกับธรรมชาติ

โดย นักปรัชญาชาวกรีก Zeno of Elea 450 ปีก่อนคริสตกาล

 

เขียวอ่อน ‘ยุคเริ่มต้น’

การตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่ใด ที่หนึ่ง ชุมชนต่างๆ รอบโลกเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตของมนุษย์ ยกตัวอย่าง การจัดการขยะและสุขาภิบาลที่เริ่มต้นขึ้นที่เมืองโมเฮนโจ ดาโรศูนย์กลางอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำสินธุ (ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานในปัจจุบัน) หรือแม้แต่รูปแบบการปลูกพืชการเกษตรหมุนเวียนที่มีขึ้นในจีน อินเดีย และเปรู ที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดปัญหาการกร่อนของหน้าดินที่เกิดขึ้นจากการปลูกสร้างและการตัดไม้ทำลายป่า

 

เขียว ‘ยุคใหม่’

การเคลื่อนไหวด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมยุคใหม่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1720 หลัง บิชนอย ฮินดูส์ (Bishnoi Hindus) ถูกสังหารเนื่องจากพยายามปกป้องผืนป่าและขัดขวางการสร้างพระราชวังตามความประสงค์ของพระราชาเมืองจ๊อดปูร์ (Jodhpur) สาธารณรัฐอินเดีย ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิต แต่การขัดขวางของเขาในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จ เขาจึงเป็นที่รู้จักและได้รับการขนานนามว่าเป็นนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมคนแรกแห่งยุคใหม่ หลังจากนั้นเป็นต้นมา การเรียกร้องเรื่องสิทธิและการรักษาสิ่งแวดล้อมก็มีการกระจายและทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งในอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่เอเชีย

 

เขียวเข้ม ‘ยุค 2000-2019’

การเคลื่อนไหวด้านสิทธิทางสิ่งแวดล้อมที่มีเพิ่มมากขึ้นของประชาชนทั่วโลก สร้างแรงกดดัน/ผลักดันต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก ผู้บริโภคเริ่มปรับตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกมาเรียกร้อง และมองหาสินค้า/การบริการที่ใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนท􀀏ำให้การใส่ใจสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสสังคมนิยมเพื่อตอบสนองเทรนด์ที่เกิดขึ้น แบรนด์ต่างๆ เริ่มปรับตัวและคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทั้งการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท Tesla ในราคา 100,000 เหรียญสหรัฐ (รุ่น Roadster) การจับมือร่วมกันผลิตรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลจากท้องทะเล 50 คู่ ในปี 2016 ของ Adidas และบริษัท Parley for the Oceans หรือแม้แต่การเริ่มต้นจำหน่ายเบอร์เกอร์เนื้อที่ไม่มีเนื้อแต่รสชาติไม่ต่างจากเนื้อ (Impossible Burger) ที่แรก ณ ร้านเบอร์เกอร์ NYC’s Momofuku Nishi

 

เขียวข้น ‘ยุคล่าสุด’

ปัจจุบันแนวโน้มตลาดความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมไปถึงไหนกัน? ไม่ต้องมองไกล ลองมาดูพัฒนาการของ 3 แบรนด์ที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่เมื่อปลายปี ค.ศ. 2019 รถยนต์ไฟฟ้า Model 3 ของบริษัท Tesla ได้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมของผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรมียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศเป็นที่เรียบร้อย แบรนด์ยักษ์ใหญ่ รองเท้า Adidas ไม่ต่างกัน ปีที่ผ่านมา Adidas ผลิตและขาย sneakers ที่ทำจากพลาสติกจากท้องทะเลจำนวนสูงถึง 11 ล้านคู่ เบอร์เกอร์เนื้อไม่มีเนื้อก็เช่นกัน ตอนนี้ Impossible Burger สามารถหากินได้แล้วที่ร้าน Burger King ทั่วสหรัฐอเมริกากว่า 7,000 สาขา จากสิ่งที่แปลกใหม่ ราคาสูง กลายเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถเอื้อมถึง การเดินทางของการบริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-consumption) ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว สินค้าทางเลือกและการบริการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-alternatives) กลายเป็นกระแสนิยมของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยแสดงออกถึงสถานะที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับเป็นส่วนสนับสนุนเหตุผลที่ว่า สินค้าทางเลือกและการบริการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-alternatives) สามารถหาใช้ได้ง่าย ไม่ได้มีราคาสูงและมีประสิทธิภาพพอๆ กับสินค้าที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้สินค้าเหล่านี้แทนสินค้าที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเมื่อการบริโภคไม่ได้เป็นแค่การแสดงออกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสถานะแต่กลายเป็นเทรนด์ที่คนที่ไม่ทำจะต้องละอายที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งแบรนด์จะปรับตัวแบบไหนกันบ้าง และนี่คือตัวอย่างของแบรนด์ที่เข้ามาตอบโจทย์เทรนด์การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

 

 

PATAGONIA

Do not buy this jacket: อย่าซื้อเสื้อตัวนี้!

 

ช่วงปี ค.ศ. 2011 มีโฆษณาหนึ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการโฆษณามาแล้วอย่างแบรนด์เสื้อผ้า Patagonia ที่ทำแคมเปญโฆษณาลงบนนิตยสาร The New York Times ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 (อาทิตย์ที่มีเทศกาล Black Friday ในสหรัฐฯ) โดยพาดหัวโฆษณาตัวใหญ่ว่า ‘Don’t buy this jacket’ โดยมีเนื้อหาใจความบอกเล่าถึงผลกระทบที่แบรนด์เสื้อผ้า Patagonia ได้สร้างสู่สิ่งแวดล้อม คำปฏิญาณของแบรนด์ที่จะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น พร้อมคำทิ้งท้ายเก๋ๆ ‘Don’t buy what you don’t need’

 

ภายหลังโฆษณาได้เผยแพร่ออกไป ผลปรากฏว่ายอดขายของแบรนด์เติบโตขึ้นกว่า 40% บนโลกที่การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างกดดันซึ่งกันและกันผู้บริโภคจำนวนมากแสวงหาแบรนด์ที่พร้อมจะยอมรับต่อการกระทำผิดต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติการดำเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

 


KLM

The Fly Responsibly:

บินได้ถ้ารับผิดชอบ

 

สายการบิน KLM มองเห็นถึงความทรงพลังของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน และได้จัดแคมเปญ ‘The Fly Responsibly’ ขึ้น แคมเปญนี้เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 แคมเปญดังกล่าวได้ขึ้นคำโปรย โดยตั้งคำถามกับผู้เดินทางว่า ‘คุณมีความจำเป็นมากแค่ไหนที่ต้องเดินทาง? ถ้าจำเป็น…เป็นไปได้ไหมที่จะเลือกเดินทางด้วยรถไฟ ระบบขนส่งอื่นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า แทนการใช้เครื่องบิน?

นอกจากนั้นภายในวิดีโอแคมเปญยังได้ขอให้ผู้ที่เดินทางด้วยสายการบินเลือกที่จะเดินทางโดยเครื่องบินให้น้อยลง เลือกใช้บริการสายการบินโดยคำนึงถึงการจ่ายชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Carbon Offset) เลือกใช้บริการสายการบินที่มีความรับผิดชอบ หรือให้บริการเที่ยวบินคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ต่ำ

ซึ่งในขณะเดียวกัน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา สายการบิน EasyJet ก็กลายเป็นสายการบินแรกที่ออกมาประกาศแผนการจ่ายชดเชยการปล่อยคาร์บอนในทุกๆ เที่ยวบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย

 


 

DOCONOMY

The DO Mastercard: ยอดมลพิษของคุณเต็มวงเงินแล้ว

อุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่สามารถช่วยผู้บริโภคควบคุมและติดตามพฤติกรรมตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา Doconomy บริษัท Fintech สัญชาติสวีเดนจับมือร่วมกับ Mastercard ให้บริการบัตรเครดิตที่ช่วยผู้บริโภคตรวจสอบและจำกัดการใช้จ่ายที่สร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) โดยบัตรเครดิตดังกล่าวมีชื่อว่า ‘The DO Mastercard’ มีลักษณะการทำงานก็คือ เมื่อใช้บัตรชำระเงิน บัตรจะเก็บค่าผลกระทบ CO2 ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าในทุกๆ transaction และทันทีที่ผู้ใช้งานใช้จ่ายถึงยอดสูงสุด Personal carbon emission budget บัตรเครดิตจะทำการบล็อกการใช้จ่าย จนกระทั่งขึ้นรอบบิลใหม่ นอกจากนี้ บัตรเครดิตชนิดนี้ยังทำขึ้นจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% ตัวอักษรพิมพ์ด้วยหมึกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมวลอนุภาคที่ดึงออกมาจากมลพิษทางอากาศ (Air Ink)

 


 

ARCTIC BRANDS GROUP

Arctic Blue Resort: สร้างมาก จ่ายมาก สร้างน้อย จ่ายน้อย

 

โมเดลการชำระเงินรูปแบบใหม่?

ใช่แล้ว นี่คือรูปแบบโมเดลการชำระเงินที่ใช้วิธีการคำนวณจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้บริการได้ก่อขึ้นระหว่างใช้บริการ

ปลายปี 2019 ที่ผ่านมา Arctic Brands Group บริษัทกลั่นสุราสัญชาติฟินแลนด์ ได้ออกมาประกาศการเริ่มดำเนินการสร้าง Luxury รีสอร์ท ที่มีชื่อว่า ‘Arctic Blue Resort’ รีสอร์ทให้บริการที่พักที่ให้ความสำคัญและดำเนินการในรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อรักษาระบบนิเวศ (Eco-tourism-focused Resort)

โดยค่าใช้จ่ายในการใช้บริการของผู้เข้าพักจะมีราคาสูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ที่ผู้เข้าพักได้ก่อขึ้นระหว่างใช้บริการ ผู้เข้าพักที่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ประหยัดน้ำ และเลือก/รับประทานอาหารที่คำนึงถึงความยั่งยืนไม่เหลือทิ้ง จะมีสิทธิได้รับส่วนลดในการใช้บริการสูงสุดถึง 50%

นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังถูกสร้างด้วยวัสดุจากธรรมชาติ และใช้พลังงานจากแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) รีสอร์ทแห่งนี้จะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2020

 


BURGER KING UK Melt down:

ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงของ Burger King

 

ยอมรับถึงความผิดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจแล้วลงมือทำให้ดีขึ้น?

เดือนกันยายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา Burger King UK ได้เปิดตัวแคมเปญที่ชื่อว่า ‘Melt down’ แคมเปญเชิญชวนให้นำของเล่นที่ไม่ได้ใช้/ไม่ได้เล่นแล้วที่ได้จากชุดอาหารเด็ก (King Junior Meal) จากร้านมาหลอมละลายทิ้งและนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำไปทำเป็นพื้นที่ Interactive Play Area ในทุกสาขาของ Burger King ในสหราชอาณาจักร

นอกจากนั้นพลาสติกที่ถูกหลอมแล้วยังถูกนำไปทำเป็นสินค้าที่ใช้ภายในร้าน ยกตัวอย่างเช่น ถาดอาหารเพื่อการเรียนรู้ (Interactive Tray) (PinPep Media 2019)

โดยในช่วง 10 วันหลังจากเปิดตัวแคมเปญ ลูกค้าร้านที่นำของเล่นพลาสติกมาหยอดตู้หลอมที่ร้านและสั่งอาหารเมนูผู้ใหญ่ จะได้รับชุดอาหาร King Junior ฟรี

แคมเปญดังกล่าวไม่ได้รับเฉพาะของเล่นจากแบรนด์ตัวเองเท่านั้น แต่ยังรับของเล่นจากชุดอาหารของแบรนด์คู่แข่งด้วยเช่นกัน

Burger King UK คาดการณ์ว่าการผลักดันและเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งปีละประมาณ 320 ตัน และเป็นก้าวแรกสู่การเริ่มต้นลดการใช้พลาสติกของ Burger King อย่างแท้จริง (PinPep Media 2019)

 


 

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้เทรนด์การรักษาสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจและกลายเป็นกระแสหลักของโลกไปเสียแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนาของเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อนและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

ผู้บริโภคหลายคนอาจสนใจและอยากปรับตัวเพื่อโลกที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยก็ยังคงไม่เห็นด้วยและต่อต้าน ด้วยเหตุนี้เองเทรนด์ความกดดันสีเขียวจึงเกิดขึ้นควบคู่พร้อมกับการบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม

ยกตัวอย่าง ประเทศไทย เราได้เห็นถึงการบังคับและกดดันที่เกิดขึ้นควบคู่กับเทรนด์การกดดันจากสังคม นั่นก็คือการงดแจกถุงพลาสติกของร้านค้าที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2020 ที่ผ่านมาเทรนด์การกดดันสีเขียวจะกลายเป็น A Must Thing ที่ทุกคนต้องทำตามมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคนจะสมัครใจอยากทำหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

สำหรับภาคธุรกิจ มันคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากเบื้องลึก สิ่งสำคัญก็คือ แบรนด์จะทำอย่างไรเพื่อแสดงออกว่าแบรนด์นั้นเข้าใจและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

 

ที่มา:

TrendWatching

https://trendwatching.com/quarterly/2019-11/5-trends-2020/