โดย โตมร สุขปรีชา

In retrospect, almost every city contains stories and moods that make us want to go back into the past we have dreamed of or to the past glory we have been proud of. All of these transform the journey to an ordinary city into a back-in-time journey, as well as add a deeper meaning to a simple city today. And now, this journey will turn into the retrospective pilgrimage just like a feeling of déjà vu to the ambience in the old days we dreamed of.

 

ยามออกเดินทาง-ไม่ว่าจะไปแห่งใด, สิ่งหนึ่งที่ผมมักทำเสมอ คือการค้นหาว่า 

ณ จุดหมายปลายทางน้ันๆ เคยมีนักเขียนที่ผมชื่นชอบในผลงาน 

มาใช้จ่ายบางช่วงเวลาของชีวิตอยู่ในบางส่วนเสี้ยวของเมืองบ้างหรือเปล่า

 

ผมจำได้ดี ถึงการตระเวนไปในเบอร์ลิน เพื่อมองหาบ้านหลังหนึ่ง ซึ่ง คริสโตเฟอร์ อิชเชอร์วู้ด เคยพำนัก บ้านที่เขาเคยใช้เขียนนิยาย เรื่อง Goodbye, Berlin ที่ต่อมากลายเป็นละครเพลงเรื่องยิ่งใหญ่ อย่าง Cabaret

 

และจำได้แม่นยำ ถึงการไปพักที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในย่านเมย์แฟร์ ของลอนดอน อพาร์ตเมนต์ที่มีแผ่นป้ายสีเงินจารึกเอาไว้ว่า ซอมเมอร์เซ็ต มอห์ม เคยพักอยู่ท่ีนี่ แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ

 

รวมถึงการไปยืนอยู่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า ครั้งหนึ่งฟรานซ์ คาฟกาเคยมาเล่นไวโอลินท่ีนี่ ร่วมกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ ใช่ – นั่นคือกรุงปราก

 

ที่จริงแล้ว ไม่ใช่แต่นักเขียนเท่านั้นหรอกที่ผมชอบตามรอยพวกเขา เมื่อไปเวียนนา ก็ตระเวนดุ่มดั้นไปตามบ้านของคีตกวี ปีนบันไดไปดูห้องที่โมซาร์ตใช้เขียนอุปรากรเรื่องดัง ตระเวนดูบ้านของบีโธเฟนที่มีอยู่หลายแห่ง และแวะไปเยี่ยมบ้านของ โจฮัน สเตราส์ เพื่อเบิ่งตากว้าง เมื่อได้เห็นเปียโนหลังนั้น หลังที่เคยติดใจมาตั้งแต่วัยเด็กสมัยดูภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับชีวิตเขา

 

จุดหมายปลายทางที่ซ้อนทับอยู่ในจุดหมายปลายทางอีกทีหนึ่งเช่นนี้ ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีความหมายเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าการเดินทาง

 

มันคือการไป

ไป – เพื่อจะย้อนกลับ, ย้อนสู่อดีต สู่วันเวลา สู่ความเข้าใจในที่ทางของผู้คนท่ีมีอิทธิพลต่อชีวิตของตัวเราเอง

 

ไป – เพื่อดูว่า สิ่งแวดล้อมส่งอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์งานของพวกเขา อย่างไร

 

และไป – เพื่อให้เห็นว่า สถานที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์ชีวิต ความเจ็บปวด อาการรั้าวลึกในบาดแผลบางอย่าง รวมถึงมันสามารถเยียวยาพวกเขาได้อย่างไร

 

และดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งคล้ายเป็นเมืองหลวงของนักเขียน อัดแน่นอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ของย่านยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก – ก็คือ บรุกลิน

 

ใช่แล้ว – บรุกลิน, นิวยอร์ก – ดินแดนแห่งนักเขียนอเมริกัน

 

2

บรุกลินคือย่านหนึ่งของนิวยอร์ก ย่านที่เมื่อไม่นานมานี้ เคยเป็นแถบถิ่นราคาถูกเมื่อเทียบเคียงกับแมนฮัตตันอันหรูหรา

 

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเขียนแห่แหนกันมาอยู่ในบรุกลินเป็นจำนวนมาก

ผมจำวันน้ันได้ดี วันที่พาตัวเองมาสู่บรุกลินตามลำพังเพื่อตามรอยเหล่านักเขียน ถนนของบรุกลินไม่ใหญ่นัก รายเรียงไปด้วยอาคารสีน้ำตาลที่ทำจากหินบราวน์สโตน อาคารเหล่านี้เป็นเมือนสัญลักษณ์ของบรุกลิน

มือดูแผนที่ พลางนึก-ทำไมบรุกลินถึงได้มีนักเขียนมากขนาดนั้น อัดแน่นกันอยู่ในพื้นที่เล็กขนาดนี้ได้หนอ

 

ผมเริ่มต้นวันด้วยกาแฟจากร้านใกล้ๆ Borough Hall แล้วเดินไปตาม ถนน Remsen เพื่อไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังแรก

 

 

บ้านเลขที่ 91 บนถนน Remsen

นั่นคือบ้านของ เฮนรี มิลเลอร์ (Henry Miller)

คนไทยอาจรู้จักเฮนรี มิลเลอร์ น้อยกว่ารู้จัก อนาอิส นิน (Anais Nin) และหนังเรื่อง Henry and June แต่เป็นที่นี่นี่เอง ที่เฮนรี มิลเลอร์ พำนักอยู่กับภรรยาของเขา คือจูน และมีความสัมพันธ์กับนักเขียนหญิงผู้อื้อฉาวอย่าง อนาอิส นิน ด้วย

ที่น่าสนใจก็คือ แม้เฮนรี มิลเลอร์ จะเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ แต่ในตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ในปี 1924 เขาแสดงความกังวลเรื่องเงินออกมาอย่างโจ่งแจ้งโดยบอกว่า เขาอาจไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้  แม้ว่าค่าเช่าในบรุกลินจะไม่แพงเหมือนแมนฮัตตัน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า นักเขียนในอเมริกา ยุคโน้นอาจไม่ได้มีสุขภาวะทางการเงินดีนัก

และก็เป็นจริงดังนั้น เฮนรีและจูนอยู่ที่นั่นได้เพียงปีเดียวก็ต้องย้ายออก และในตอนหลัง เขาก็ย้ายไปอยู่ท่ีเมือง Big Sur ในแคลิฟอร์เนียที่มี ราคาถูกกว่า ที่นั่นเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผู้คนนิยมไปเยือน โดยพ่วงผนวก การเยือนบ้านของเฮนรี มิลเลอร์เอาไว้ด้วย น่าเสียดายที่ผลเคยแต่ขับรถผ่านไม่มีเวลาแวะนานๆ เหมือนการมาตระเวนเดินในบรุกลินแห่งนี้

จากบ้านของเฮนรี มิลเลอร์ ผมเดินย้อนกลับ และแน่นอนว่าหลงทาง วนเวียนอยู่เล็กน้อย ก่อนมาถึงถนนคลินตัน

นี่คือบ้านของนักเขียนอีกคนหนึ่งท่ีผมอยากมาเห็นมากๆ มันคือบ้าน เลขที่ 169 บนถนนคลินตัน

บ้านที่ทำให้ผมขนลุก

ถ้าคุณรู้จัก H.P. Lovecraft คุณจะต้องขนลุกเหมือนผม เพราะเลิฟคราฟต์ คือนักเขียนที่สร้าง ‘จักรวาล’ แห่งความเขย่าขวัญขึ้นมาด้วยเรื่องสั้นและนิยายหลากหลาย ความเขย่าขวัญซ่อนตัวอยู่ในพล็อตเรื่องและตัวละคร ซึ่งในปัจจุบันถูกนำมาดัดแปลงใช้ในเกมมากมาย เช่น บอร์ดเกม โปรดของผมและของอีกหลายคนอย่าง Mansion of Madness

เป็นบ้านหลังน้ีเอง ที่เลิฟคราฟต์ใช้เขียนนิยายอย่าง The Horror at Red Hook นั่นทำให้เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน และมองเข้าไปยังความเงียบเยียบเย็นในบ้าน ผมถึงกับรู้สึกขนลุก

ใกล้ๆ กันกับบ้านของเลิฟคราฟต์ บรุกลินนำเสนอแลนด์มาร์กสำคัญให้อีกสองอย่าง คือ Brooklyn Historical Society กับ New York Transit Museum ซึ่งเมื่อดูเวลาแล้ว ผมจำต้องเลือกอย่างเดียว จึงเลือกอย่างหลัง และแวะเข้าไปอิ่มเอมเปรมใจกับประวัติศาสตร์ขนส่งมวลชนของนิวยอร์กอยู่ราวสองชั่วโมง ก่อนกลับออกมาเดินเท้าตามรอยนักเขียนต่อ

 

บ่อยครั้งทีเดียวที่ผมมักสับสนชื่อของเฮนรี มิลเลอร์ กับนอร์แมน เมลเลอร์ (Norman Mailer) แม้ว่าทั้งคู่จะเขียนหนังสือคนละสไตล์กัน แต่ด้วย ความที่นามสกุลออกเสียงคล้ายกันมาก ผมจึงจำปนเปไปมา ที่จริงแล้วอุทิศ เหมะมูล นักเขียนซีไรต์ของไทยก็จำสองชื่อนี้สับสนเหมือนกันกับผม

เรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือ นอร์แมน เคยมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของ เฮนรี มิลเลอร์ เอามากๆ

เขาอาศัยอยู่ที่บ้านเลขท่ี 102 บนถนน Pierrepont หลังเรียนจบจาก ฮาร์วาร์ดมาไม่นาน แต่น่าเสียดานที่เป็นคนละช่วงเวลากัน ดังนั้น แม้บ้านของทั้งคู่จะอยู่ใกล้กัน แต่เฮนรี มิลเลอร์ และนอร์แมน เมลเลอร์ ก็ไม่น่าจะเคยเดินสวนกันบนถนนของบรุกลิน ทว่าเป็นที่นี่เอง ที่เมลเลอร์เขียนนิยาย The Naked and the Dead ของเขาจนจบ

บ้านอีกหนลังหนึ่งที่ผมตั้งใจมาเยือนโดยเฉพาะ อยู่ในละแวกเดียวกันกับบ้านนักเขียนอื่นๆ นั่นคือบ้านของ W.H. Auden กวีที่ผมรักท่ีสุดคนหน่ึง บ้านของเขาอยู่บนถนน Montague Terrace ซึ่งแรกทีเดียว ผมไม่ได้ คาดฝันอะไรมาก เพราะบ้านของคนอื่น ๆ ที่ผ่านมา แม้เป็นตึกบราวน์สโตนสวยงาม ทว่าก็อยู่บนถนนเหมือนเมืองทั่วไป ผมจึงเผลอคิดว่า บ้านของ อูเดนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน

แต่คำว่า Terrace ที่ปรากฏอยู่บนชื่อถนนนั้นต่างหาก ที่ทำให้บ้านของอูเดนแปลกแตกต่าง

ที่นี่เป็นคล้ายสุดขอบผาของบรุกลิน และเทอร์เรซก็คือเทอร์เรซ มันคือ ถนนที่ตัดเลาะเลียบริมฝั่งสูงชัน และมีทางคนเดินเลียบผาพร้อมเก้าอี้นั่งอยู่ตรงนั้นยาวไกลไปสุดสายตา เมื่อมองออกไป เราจะเห็นแมนฮัตตัน ทั้งเกาะ สง่างามอยู่บนระยิบระยับของผืนน้ำ และบ้านของอูเดนก็อยู่ตรงนั้นเอง เพียงเดินมาเล็กน้อย กวีหนุ่มก็อาจได้เห็นความงามนี้ในทุกๆ วันที่เขายังมีชีวิตอยู่

เมื่อนั่งอยู่ตรงนั้น ผมนึกถึงบทกวีบทยาวที่ชื่อ New Year Letter ว่ากันว่าเขาเขียนบทกวีบทนี้ที่นี่ มันเป็นบทกวีแสนสวยที่พริ้งพรายไปด้วยถ้อยคำ เมื่อนั้งอยู่ที่นั่น ผมไม่สงสัยเลยว่าเพราะอะไรกวีจึงสามารถสร้างสรรค์งานอันงดงามได้ถึงเพียงนั้น

ดินแดนที่พวกเขาอยู่ช่วยโอบอุ้มถ้อยคำเหล่านั้นให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้เปล่งแสดงมันออกมาเป็นตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นบทกวี นิยาย หรือเรื่องสั้น

ถัดมาอีกเพียงสองหลัง ใกล้กันกับบ้านของอูเดน ก็คือบ้านของโธมัส วูลฟ์ (Thomas Wolf) เขาอยู่ที่นี่ก่อนอูเดนหลายปี ดังน้ันจึงไม่มีโอกาสได้ พบหน้าเป็นเพื่อนบ้านกัน    แต่ก็เป็นที่นี่เอง ที่เขาเขียนงานอย่าง Of Time and the River อันลือลั่น

 

 

แต่นักเขียนที่น่าจะโด่งดังที่สุด ร่ำรวยที่สุด และมีอิทธิพลต่อวงการนักเขียนอเมริกันท่ีสุด และเคยอยู่ที่บรุกลินด้วย ก็คือ ทรูแมน คาโพที (Truman Capote)

คาโพทีเคยกล่าวประโยคยิ่งใหญ่อหังการเอาไว้ว่า “I live in Brooklyn. By choice.” หรือ “ผมอาศัยอยู่ในบรุกลิน ผมเลือกเอง”

คาโพทีเขียนงานยิ่งใหญ่หลายเรื่องในบรุกลิน เขาเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ชั้นใต้ดิน เป็นอพาร์ตเมนต์ของเพื่อนผู้เป็นนักออกแบบฉากของละคร บรอดเวย์ บ้านของเขาต้ังอยู่เลขท่ี 70 Willow Street และเป็นที่นี่เอง ท่ีเขาเขียนนิยายลือลั่นอย่าง Breakfast at Tiffany’s และ In Cold Blood จบ

คาโพทีเป็นนักเขียนที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล เขาเลือกอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ ปารีส มอนติคาร์โล ตอนใต้ของอิตาลี หรือแมนฮัตตัน แต่เขาก็เลือกอยู่ที่บรุกลิน และใช่ – By choice, ด้วยการเลือกของเขาเอง

ท่ีว่ามาทั้งหมด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งการเขียนของ บรุกลินเท่านั้นเอง นอกเหนือจากน้ี ยังมีโบสถ์ที่ช่ือ Plymouth Church of the Pilgrims อีก ที่นี่ เฮนรี วอร์ด บีชเชอร์ (Henry Ward Beecher) เคยมาเทศนาในโบสถ์แห่งนี้เป็นคนแรก เขาคือพี่ชายของ แฮร์เรียต บีชเชอร์ สโตว์ (Harriet Beecher Stowe) ซึ่งคือผู้เขียนนิยายที่ทุกคน รู้จักดีอย่าง ‘กระท่อมน้อยของลุงทอม’ นั่นเอง และในวันนั้น เธอก็นั่งอยู่ ในโบสถ์แห่งน้ีด้วย

นักเขียนดังๆ ที่เคยมาบรุกลิน ไม่ว่าจะมาพำนักหรือแวะมาพูด ยังมีอีกหลายคน เช่น มาร์ก ทเวน, ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน หรือกระทั่ง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แต่เท่าที่เห็นนี้ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีบ้านอีกบางหลัง เช่น บ้านเลขที่ 7 Middagh Street ที่ถูกรื้อไปแล้ว เคยเป็นบ้านท่ีบรรณาธิการอย่าง จอร์จ เดวิส (George Davis) มาเช่าอยู่ และเปลี่ยนที่แห่งนี้ให้เป็น ‘คอมมูนแห่งศิลปิน’ โดยมีนักเขียนดังๆ หลายคนเคยมาพัก เช่น คาร์สัน แมคคัลเลอร์ส (Carson McCullers) เบนจามิน บริตเทน (Benjamin Britten) และ ยิปซี โรส ลี (Gypsy Rose Lee)

บรุกลินจึงเป็นคล้ายเมืองหลวงของนักเขียนอเมริกัน ดินแดนที่นักอ่าน ควรมาจาริกแสวงบุญ เพื่อย้อนกลับไปในอดีตคล้ายเกิดอาการ ‘เดจาวู’ กับงานเขียนย่ิงใหญ่เหล่านั้นอีกคร้ัง 

 

บรุกลินไม่ใช่ดินแดนเดียวเท่านั้นที่มีนักเขียนอัดแน่นอยู่ในพื้นที่เล็กๆ

อีกเมืองหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นหมุดหมายทางวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน ก็คือ ดับลิน

สำหรับนักอ่าน ดับลินคือเมืองที่เต็มไปด้วย ‘ยักษ์’ ทางวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็น เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) ผู้เขียน Ulysses อันลือลั่น หรือ ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) เจ้าของงานเขียนที่มีท้ังเจ็บแสบ ในฝีปากแลเจ็บร้าวในความจริงที่เขานำเสนอ ยังไม่นับกวียิ่งใหญ่อย่าง วิลเลียม บัตเลอร์ ยีตส์ (WilliamButlerYeats) หรือนักเขียนอีกคนหนึ่งที่ฝีปากจัดจ้านไม่แพ้ออสการ์ ไวลด์ คือ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw)

ดับลินมีพิพิธภัณฑ์นักเขียน และมีห้องสมุดใน Trinity College ที่เก็บรักษาหนังสือเก่าแก่ เมื่อเดินอยู่ในน้ัน เราจะได้พบกับความโอ่อ่าหรูหราของ งานเขียน พร้อมยลโฉมรูปปั้นของนักคิดนักเขียนที่ทรงอิทธิพลต่อโลกตะวันตกรายเรียงอยู่ตามทางเดิน

ในตัวเมืองเองก็มีรูปปั้นของนักเขียนต่างๆ เกลื่อนกระจาย ไม่นับรวม ร้านอาหาร ผับ ร้านขายไอศกรีม สวนสาธารณะ หรือกระทั่งร้านขายยา ท่ีเคยปรากฏอยู่ในนิยายเรื่องน้ันเรื่องนี้ ที่นี่จึงเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ ‘รุ่มรวย’ ไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งการเขียนชนิดที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อเมืองเลย

อีกเมืองหน่ึงที่หากไปเยือนแล้วไม่ควรพลาดการเดินย้อนกลับเข้าไปใน ดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเขียน ก็คือมหานครปารีส

ปารีสไม่ได้มีแต่แบรนด์เนม ไม่ได้มีเพียงหอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ โบสถน์อเทรอดาม และงานศิลปะ แต่ทุกหนแห่งของปารีสคือหมุดหมายทางวรรณกรรม เกอร์ทรูด สไตน์ (Gertrude Stein), เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway), เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald), ที. เอส. เอลเลียต (T. S. Eliot) เป็นเพียงชื่อส่วนหนึ่งเท่าน้ันที่ฝังอยู่ในเนื้อเมืองและคาเฟ่แห่งปารีส

ยังมีนักเขียนอื่นอีกมากที่เกี่ยวข้องกับปารีส ไม่ว่าจะเป็น อัลแบร์ต กามูส์ (Albert Camus), แบร์โทลต์ เบร็ชต์ (Bertolt Brecht) หรือกระทั่ง เจมส์ จอยซ์ และ ออสการ์ ไวลด์ ไม่นับรวม ฌอง ปอล ซาร์ตร์ และ ซีโมน เดอ โบวัวร์ แม้แต่ เฮนรี มิลเลอร์, อนาอิส นิน และวิลเลียม เอส. เบอร์โรห์ส (William S. Burroughs) ก็เคยใช้ปารีสเป็นดินแดน ผลิตงานเขียนด้วยเช่นกัน รวมไปถึงกลุ่มกวีบีตอย่าง อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg) ด้วย

ปารีสจึงมีร้านหนังสืออย่าง Shakespeare and Co. และมีสุสานที่บรรจุร่างของนักเขียน คีตกวี และคนสำคัญๆ ในทางศิลปะของโลกเอาไว้ นับสิบนับร้อย ร่างของ ออสการ์ ไวลด์ ถูกฝังอยู่ที่ปารีส เช่นเดียวกับ ร่างของโชแปง และคนอื่นๆ ในสุสานชื่อ Pere Lachaise 

 

4

สำหรับผม หากค้นหาดีๆ แทบทุกเมืองจะมีเรื่องราวให้เราย้อนคืนสู่อดีตทั้งน้ัน

บรุกลิน ดับลิน และปารีส อาจเป็นสามสถานที่ยิ่งใหญ่ในทางวรรณกรรม แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ลอนดอน, เบอร์ลิน, ลิสบอน, โตเกียว, เดลี, กรุงเทพฯ และที่อื่นๆ ในโลกจะไม่ให้บรรยากาศถวิลหาย้อนคืนสู่อดีตที่เราเคยใฝ่ฝันไม่ได้

 

 

วิธีง่ายๆ ในการสร้างบรรยากาศถวิลหาอดีตท่ีหลายเมืองทำอยู่ ก็คือ การติดตั้งป้ายบอกประวัติศาสตร์ ดับลินมีหมุดหมายบนพื้นเพื่อให้เราได้เดินตามรอยวรรณกรรมของ เจมส์ จอยซ์ ลอนดอนมี ‘ป้ายสีเงิน’ หรือ Blue Plaque ท่ีคอยบอกว่าบ้านไหนหลังใดเคยมีบุคคลสำคัญ ในประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะศิลปะและวรรณกรรม) มาพำนักอยู่บ้าง

เมืองอื่นๆ ก็เช่นกัน พวกเขาภาคภูมิใจในความเป็นมาเหล่านี้ เมื่อเสี้ยว ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมืองเคยโอบเอื้อศิลปะ

สิ่งเหล่านี้ทำให้การเดินไปในเมืองธรรมดา ๆ กลายเป็นการเดินย้อนสู่วันวานที่ผ่านพ้นไปแล้ว คล้ายเราอยู่ในภาพยนตร์อย่าง Midnight in Paris ที่มีเวทมนตร์พาเราหวนสู่ยุครุ่งเรืองในอดีต เพียงแต่นี่คือวิธีที่ง่ายกว่านั้นเป็นจริงกว่านั้น และทำให้เมืองธรรมดาๆ ในปัจจุบัน – มีความหมายที่ซ้อนทับลึกซึ้งลงไปบนความธรรมดา

แล้วการเดินทางก็จะกลายเป็นการจาริกแสวงบุญไปได้ในบัดดล