พรรณรศา ธีระวงศ์สกุล

‘โลก’ ที่เต็มไปด้วย ‘โรค’ ระบาด หันไปทางไหนก็เจอแต่ข้อกำหนด กฎระเบียบ การจำกัดการเดินทาง จนทำให้ผู้คนทั่วโลกอดคิดถึงวันวานสมัยที่เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระไม่ได้ในขณะเดียวกันก็เหมือนเราได้ให้เวลาตัวเองไตร่ตรองถึงผลกระทบจากการเดินทางในช่วงที่ผ่านมาไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้เอง พฤติกรรมการเดินทางในรูปแบบใหม่จึงเติบโตขึ้น WTTC ได้รวบรวมบทวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

 

ความพยายามอย่างจริงจังในการคลี่คลายปัญหาการแพร่ระบาดมีให้เห็นจากทุกประเทศทั่วโลก วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปหลัง COVID-19 จึงสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมรูปแบบใหม่ของนักท่องเที่ยว ซึ่งคงไม่สามารถกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก มิหนำซ้ำคาดว่าจะยังคงดำเนินไปในรูปแบบนี้อีกพักใหญ่ ๆ พฤติกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นมาชัดเจนคือนักท่องเที่ยวมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากมาตรการการเดินทางหรือแผนการเดินทางที่นักท่องเที่ยวอาจต้องปรับเปลี่ยนอย่างกระทันหัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ดี มีข้อมูลระบุว่าตลาดท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มีแนวโน้มจะกลับมาเติบโต คือ ตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Market) และกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเดินทางกลุ่มแรก คือ นักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจชี้ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจออกเดินทางและใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่ยาวนานขึ้นคือความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลง-ยกเลิกการเดินทางได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และสถานที่นั้น ๆ ต้องให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยและความสะอาด

 

เรียกได้ว่า COVID-19 เข้ามาล้างไพ่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ วิถีชีวิตคนทุกคนบนโลกเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยว พูดในอีกแง่คือเข้ามาพลิกเงื่อนไขในการเดินทาง ความคาดหวังของนักท่องเที่ยว รวมไปถึงรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตด้วย

 

รายงานชิ้นล่าสุดนี้ดึงข้อมูลจากการจองที่พักผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศกำลังกลับมาเติบโตแม้ว่านักท่องเที่ยวจะต้องเผชิญกับมาตรการที่เข้มงวดระหว่างการเดินทางในประเทศก็ตาม นอกจากนี้ยังพบว่ารูปแบบการท่องเที่ยวแบบ ‘staycation’ กำลังเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถทำงานและพักผ่อนไปด้วยในเวลาเดียวกัน แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวขยายระยะเวลาในการเดินทางให้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มนี้จะบ่งชี้ถึงทิศทางที่แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการทำงานจากระยะไกล (remote work) จะเป็นสิ่งที่มีให้เห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับการจองที่พักล่วงหน้านาน ๆ เพราะความกังวลเกี่ยวกับมาตรการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดซึ่งอาจทำให้การเดินทางต้องถูกยกเลิกไปแม้จะเป็นทริปเดินทางสั้น ๆ ก็ตาม

 

ย้อนไปในช่วงที่ทุกประเทศส่วนใหญ่ต้องล็อกดาวน์ ผู้คนต้องรักษาระยะห่าง สิ่งที่ทำให้ทุกคนลดความกังวล คือการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่หันกลับไปสนใจกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวนอกกระแส โดยจะเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่คนหนาแน่น ด้วยเหตุนี้เอง นักท่องเที่ยวจึงเห็นความสำคัญและจำเป็นต้องเดินทางท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยรับเอาทัศนคติดังกล่าวมาเป็นพฤติกรรมถาวรอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นในปัจจุบัน แต่ในทางกลับกันการล็อกดาวน์ยังเป็นทำหน้าที่เป็นตัวสปอร์ตไลท์ฉายแสงให้รูปแบบธุรกิจแบบรักษาสุขภาพกายใจให้โดดเด่นขึ้นมา ซึ่งเป็นความสนใจที่เกิดจากตัวผู้บริโภคเอง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของเชื้อ COVID-19 ที่ส่งผลให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้างและง่ายขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยวในระยะนี้โดยตรง

 

เมื่อวิเคราะห์ดูจากข้อมูลการจองที่พักจากเว็บไซต์ trip.com ร่วมกับการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวในระยะที่ผ่านมา ทำให้พอเห็นแนวโน้มพฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังจากนี้หากได้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นเคยหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะพัฒนาเป็นไปในแบบองค์รวมและถูกขับเคลื่อนในทิศทางที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 

 

รายงานฉบับล่าสุดของ WTTC เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 เปิดเผยว่ามีโอกาสที่ตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ (domestic) จะเติบโตได้ดีขึ้นในปี 2021 ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าตลาดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศน่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป

 

รายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในภาพรวมหดตัวลงกว่า 49.1% ในปี 2020 คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย WTTC ได้คาดการณ์ว่าในปี 2021 รายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วโลกจะกลับมาเติบโตขึ้นราว 30.7% และแตะ 31.7% ในปี 2022

 

ด้วยสถานการณ์ที่บีบให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างเข้มงวด รายได้ทางการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงหันกลับมาพึ่งพิงที่ตลาดภายในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์การเดินทางระหว่างประเทศน่าจะกลับมาฟื้นตัวตามตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศได้ในปี 2022 เมื่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการด้านการเดินทาง รวมถึงปัจจัยสนับสนุนที่มาจากอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่การใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวตลาดในประเทศทั่วโลกลดลงราว 45% เมื่อปี 2020 ก็มีแนวโน้มว่าตลาดดังกล่าวจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในปี 2021 (41.5%) และในปี 2022 (24.3%) ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศของโลกที่หดตัวลงกว่า 69.4% ในปี 2020 ก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในปี 2021 (9.3%) เช่นกัน และคาดการณ์ว่าการเติบโตที่สูงถึง 93.8% จะมีให้เห็นอย่างชัดเจนในปี 2022

 

 

เมื่อเทียบตามรายภูมิภาค คาดการณ์ว่าภูมิภาคอเมริกาจะขึ้นแท่นเป็นผู้นำในของตลาดการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ด้วยอัตรา GDP ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตราว 36.8% ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (36.3%) แอฟริกา (27.7%) ตะวันออกกลาง (27.1%) และยุโรป (23.9%) เมื่อเจาะลงไปในภูมิภาคอเมริกาจะพบว่าพื้นที่ที่เติบโตมากสุดคือ แคริบเบียน (47.3%) ตามมาด้วยอเมริกาเหนือ (37.9%) และละตินอเมริกา (26%)

 

เห็นได้ว่า ในปี 2021 รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวภายในประเทศเติบโตได้ดีกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างในหลาย ๆ ภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะฟื้นกลับมา ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างเข้มแข็งแกร่ง (148.3%) ในปี 2022 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการการผ่อนคลายด้านการเดินทางจากหลายประเทศในภูมิภาค หากพิจารณาในตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนที่ยังคงมีมาตรการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ว่ารายได้ทางการท่องเที่ยวภายในจีนในปี 2021 จะเติบโตได้สูงถึง 60.7% เช่นเดียวกับสหรัฐฯ (35.6%) และสหราชอาณาจักร (32.3%) เห็นได้ชัดว่ารายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด

 

 

การฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ (The Domestic Rediscovery)

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศเติบโตได้ดีคือผลจากการปิดประเทศ ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญไปอีกไม่ต่ำกว่า 12 เดือนข้างหน้า เริ่มเห็นสัญญาณจากชาวอเมริกันและยุโรปมากกว่าครึ่งที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ โดย 1 ใน 3 ของชาวยุโรปเริ่มวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคก่อน กว่า 62% ของนักท่องเที่ยวตลาดสหราชอาณาจักรได้วางแผนทริปท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา คิดเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นราว 12% เมื่อเทียบกับปี 2021 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรยังมีแนวโน้มออกเดินทางท่องเที่ยวแบบ staycation มากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศที่ผ่อนคลายมากขึ้น

 

ตัวเลขการท่องเที่ยวแบบ Staycation

 

ตลาดการท่องเที่ยวในประเทศที่เติบโตได้ดีส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางแบบ ‘staycation’ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ข้อมูลจากการสำรวจเมืองใหญ่ในจีนเมื่อปีที่แล้วระบุว่า 49.1% ของคนจีนเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใกล้ ๆ สูงกว่าปีก่อนราว 4.1% โดยข้อมูลระบุว่า 88.3% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตรจากบ้านพัก

 

ด้วยเหตุนี้ ยอดจองแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทริปสั้น ๆ ที่จองผ่าน Ctrip จึงเพิ่มสูงขึ้นกว่า 300% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2020 และราว 81% ในปี 2019 สอดคล้องกับตัวเลขการซื้อตั๋วเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวในเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง ซึ่งพบว่าในปี 2020 ผู้ที่อาศัยในปักกิ่งมีการอัตราซื้อตั๋วเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวในเมือง สูงขึ้นกว่า 50%

 

ข้อมูลระบุว่าการเดินทางท่องเที่ยวแบบ staycation ในฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ก็มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลจาก trip.com สนับสนุนว่าตลาดการท่องเที่ยวในประเทศของฮ่องกงเติบโตขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 โดยนโยบายจากภาครัฐที่ใช้ชื่อว่า ‘Go to travel’ ซึ่งเป็นแคมเปญส่งเสริมให้การเดินทางท่องเที่ยวเติบโตได้ดีเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ แคมเปญนี้จะมอบส่วนลดค่าใช้จ่ายในทางการเดินกว่าครึ่งหนึ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เหมือนกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มีส่วนลดในรูปแบบใกล้เคียงกันหรือส่วนลดเมื่อจองล่วงหน้า

 

สำหรับภูมิภาคยุโรปที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงช่วยส่งผลให้กฎและมาตรการส่วนใหญ่เริ่มผ่อนคลาย การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจึงเติบโตได้ขึ้นเช่นเดียวกัน ข้อมูลจาก trip.com เผยให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตด้านการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในภูมิภาคยุโรปจากยอดการจองที่พักเพิ่มสูงขึ้นในระดับสองหลักในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019 หรือคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 200% ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนในระยะอันใกล้ว่านักท่องเที่ยวมีความต้องการในการออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศตัวเอง รวมถึงการเดินทางในรูปแบบ staycation ที่สามารถเที่ยวและเดินทางไปได้ด้วย และเมื่อถึงเวลาที่ตลาดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ก็เป็นไปได้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศอาจหดตัวลงไปตามกลไกของตลาด อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าแนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปในระยะยาว