โตมร ศุขปรีชา

 

  • เมื่อการเดินทางท่องเที่ยวแห่งศตวรรษที่ 21 อาจต้องพึ่งพา ‘วัคซีนพาสปอร์ต’ เพื่อไปต่อ
  • แม้การมีวัคซีนพาสปอร์ตจะดูเป็นทางออกที่ดี แต่มีผู้ลงนามประท้วงกว่า 2 แสนรายในประเทศอังกฤษ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนให้รอบด้าน โดยเฉพาะคนที่เข้าไม่ถึงวัคซีน อาจถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติจากสังคม

 

เมื่อเห็นเพื่อนชาวไทยในอเมริกาที่ทำงานเป็นครูแจ้งข่าวลงในสื่อโซเชียลมีเดียว่าเธอได้รับการฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันแล้ว ผมจำได้ว่ารู้สึกแกมอิจฉาขึ้นมาเล็ก ๆ

เธอไม่ได้เป็นเพียงครู ทว่ายังเป็นนักเดินทาง ทุกปีเมื่อถึงช่วงปิดเทอม เธอจะเดินทางไปโน่นมานี่เสมอ ตั้งแต่ไอซ์แลนด์จนถึงอาร์เจนตินา ตั้งแต่ออสเตรเลียจนถึงตุรกี และทุกดินแดนที่ผู้คนจะนึกออก

เมื่อ COVID-19 กระทำกับโลก สิ่งที่เธอทำก็คือท่องไปในดินแดนของอเมริกา ตั้งแต่นิวเม็กซิโกจนถึงยูทาห์ และค้นพบดินแดนแปลกใหม่ที่งดงามอย่างยิ่งใน ‘บ้าน’ ของเธอเอง

 

 

แต่สุดท้ายแล้ว สถานที่ที่เธอหวนหามากที่สุด ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่ง บ้านที่เธอจะกลับคืนมาหาเสมอในทุกฤดูร้อน ในท่ามกลางการปิดเทอมอันยาวนาน 

ใช่ บ้านที่ว่าก็คือเมืองไทย ที่ที่อาหารอร่อยถูกปากเธอที่สุด ดินแดนที่เต็มไปด้วยแสงอาทิตย์ร้อนแรง การผจญภัย และความรักของญาติมิตร

ดังนั้น การได้ฉีดวัคซีนจึงเป็นความหวังยิ่งใหญ่ของเธอ แม้เมื่อฉีดแล้วจะมีอาการต่าง ๆ หลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งความปวดเมื่อย อาการคล้ายเป็นไข้แต่ไม่ได้เป็น และอื่น ๆ อีก แต่กระนั้น ความหวังที่จะได้เดินทางกลับมา และได้เดินทางไปยังที่อื่น ๆ เหมือนที่ชีวิตเคยเป็นก็ท่วมท้นความเสี่ยงใด ๆ

 

“แต่จะเดินทางได้ ต้องได้ Vaccine Passport ก่อนนะ” เธอว่า

และเราไม่รู้เลย ว่าเมื่อไหร่โลกนี้จะมี Vaccine Passport

 

ถ้าเรียกให้เต็มยศ ต้องเรียก Vaccine Passport ว่า Immunity Passport หรือ Immunity Certificate หรือในบางที่ก็เรียกว่า Release Certificate มันคือเอกสารที่ระบุว่า ตัวเรามีภูมิคุ้มกันหรือได้รับการปลูกฝังภูมิคุ้มกันโรคระบาดบางอย่าง อย่างเช่นสมัยก่อนโน้น จะเดินทางไปแอฟริกา ต้องไปฉีดวัคซีนโรคบางอย่างก่อน แต่ในปัจจุบัน การได้รับวัคซีน COVID-19 ดูจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวแห่งศตวรรษที่ 21 ไปเสียแล้ว

เอกสารที่ว่านี้ เดิมทีเราคุ้นกันในชื่อ ‘ใบเหลือง’ หรือจริง ๆ คือ The International Certificate of Vaccination or Prophylaxis หรือ ICVP โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Carte Jaune หรือ ‘ใบเหลือง’ (Yellow Card) นั่นเองมันเป็นเอกสารที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก ถือเป็นเอกสารการเดินทางประเภทที่เรียกว่า Medical Passport อย่างหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก 

ใบเหลืองนั้นมีกำเนิดมาตั้งแต่การประชุมในปี 1933 ที่กรุงเฮก แล้วก็มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ ตามแต่ว่าจะเกิดโรคระบาดอะไรขึ้นมาบ้าง เช่น อหิวาตกโรค ไข้เหลือง ไข้ไทฟัส หรือฝีดาษ โดยใน ‘ใบเหลือง’ นั้น

จะมีรายละเอียดให้แพทย์กรอกว่าผู้เดินทางคนนั้น ๆ ได้รับการฉีดวัคซีนอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งก็จะมีข้อยกเว้นแตกต่างกันไปตามการเดินทางในแต่ละทริป

 

ในระยะหลัง เวลาเดินทางไปไหนต่อไหน เราแทบไม่จำเป็นต้องใช้ใบเหลืองอีกต่อไปแล้ว เพราะโลกปลอดปราศโรคระบาดใหญ่ ๆ มาพักหนึ่ง แต่กระนั้น สหภาพยุโรปก็มีแผนจะทำ ‘ใบเหลืองอิเล็กทรอนิกส์’ ขึ้นมา

อยู่เหมือนกัน ทว่ายังไม่ได้ประกาศใช้ ก็บังเอิญมาเกิดการระบาดของ COVID-19 เสียก่อน การเดินทางทั้งหลายจึงหยุดชะงักไป

อย่างไรก็ตาม การจะคิดทำ ‘วัคซีนพาสปอร์ต’ ขึ้นมาใหม่อีกครั้งในโลกที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมนี้ ก็มีปัญหาที่ต้องพิจารณามากโขอยู่ราชสมาคม หรือ The Royal Society แห่งอังกฤษ ได้คิดเกณฑ์สำหรับการพัฒนาและใช้งานวัคซีนพาสปอร์ตสำหรับ COVID-19 เอาไว้ โดยมีหลักเกณฑ์มากถึง 12 ข้อ ได้แก่

  1. ต้องได้เกณฑ์มาตรฐานของภูมิคุ้มกัน COVID-19 คือวัคซีนที่ว่าต้องป้องกันโรคได้จริง ๆ
  2. พาสปอร์ตต้องรองรับไวรัสที่ก่อให้เกิด COVID-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ต้องได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ
  4. ต้องได้รับการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ
  5. มีรายละเอียดการใช้งานตามที่กำหนด
  6. ตัวพาสปอร์ตต้องสามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้
  7. มีความปลอดภัยในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล
  8. มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายไปมาได้
  9. ต้องราคาไม่แพง บุคคลและรัฐสามารถซื้อหาได้
  10. ถูกต้องตามกฎหมาย
  11. ถูกต้องตามมาตรฐานจริยธรรม
  12. ผู้ถือพาสปอร์ตต้องเข้าใจเงื่อนไขการใช้งานและยอมรับ

จะเห็นว่า หลักเกณฑ์ที่ราชสมาคมแห่งอังกฤษกำหนดขึ้นมานี้ เป็นไปเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและเป็นไปได้ที่จะใช้งานวัคซีนพาสปอร์ตที่ว่า และฟังดูก็น่าจะไร้ปัญหาใด ๆ ใช่ไหมครับ แต่เอาเข้าจริง ในอังกฤษเองมีผู้ลงนามประท้วงการริเริ่มใช้วัคซีนพาสปอร์ตมากกว่า 200,000 รายแล้ว

 

ทำไมต้องประท้วง การมีวัคซีนพาสปอร์ตไม่ดีอย่างไรหรือ ?

การประท้วงที่ว่า เป็นการประท้วงแบบออนไลน์ที่เรียกว่า Online Petition คือส่งคำร้องมาหารัฐบาล โดยบอกว่าการริเริ่มนำพาสปอร์ตนี้มาใช้ อาจจะ ‘จำกัดสิทธิ’ ของคนที่ปฏิเสธไม่ยอมฉีดวัคซีนก็ได้

หลายคนอาจจะบอกว่า ถ้าไม่ยอมฉีดวัคซีน ก็ไม่ควรเดินทางไปไหนมาไหน ต้องอยู่แต่บ้าน หรือถูกจำกัดวงในการเดินทาง แต่เรื่องนี้หลายคนเห็นค้าน เพราะถ้าทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิพื้นฐานของคน ทั้งที่

คนคนนั้นอาจจะไม่ได้ป่วย หรือไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงใด ๆ เลยก็ได้ นั่นทำให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ต้องประกาศทบทวนการออกวัคซีนพาสปอร์ตอีกรอบหนึ่ง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลในรายละเอียด 

การประท้วงเรื่องนี้อาจฟังดูไร้สาระสำหรับหลายคน แต่ที่จริงแล้วฐานคิดมาจากหลักการพื้นฐานเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกัน คำประท้วงบอกว่าการแบ่งแยกคนออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วกับยังไม่ (หรือไม่อยาก) ฉีดวัคซีน จะทำให้เกิดสังคมสองระดับชั้น (Two-Tier Society) ขึ้นมาในสังคมอังกฤษ โดยข้อเรียกร้องบอกว่า รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ว่าจะไม่ใช้วัคซีนพาสปอร์ตในการกีดกันคนบางกลุ่ม ทำให้คนบางกลุ่มสามารถเข้าถึงการสนับสนุน บริการ และเสรีภาพบางอย่างได้ ในขณะที่อีกบางกลุ่มถูกกีดกันออกไปจนกลายเป็นคนชายขอบ 

ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่ากลุ่มนี้จะไม่เห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนนะครับ เพียงแต่พวกเขาต้องการให้รัฐบาลออกแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นมาประกอบกับการฉีดวัคซีนด้วย ว่าแล้วสำหรับคนที่ไม่อยากฉีดวัคซีน รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรกับคนเหล่านี้

 

 

โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาบอกว่า ข้อเสนอเรื่องวัคซีนพาสปอร์ตนี้ จะเป็นประโยชน์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการท่องเที่ยว เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์แน่ ๆ เพราะประเทศอื่น ๆ

ก็ใช้งานด้วย การท่องเที่ยวคืออุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดแรงผลักมหาศาลในทางเศรษฐกิจ ดังนั้น วัคซีนพาสปอร์ตจึงจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมนี้ และรัฐบาลควรรีบผลักดันเรื่องนี้โดยด่วน แต่สำหรับมิติอื่น ๆ เช่น คนชราที่ไม่ยอม ไม่อยาก หรือแม้กระทั่งฉีดวัคซีนไม่ได้ ก็ต้องไม่ถูกกีดกัน เลือกปฏิบัติ ไม่ให้เข้ารับบริการต่าง ๆ ของรัฐ แต่ในอีกด้านที่ย้อนแย้งก็คือ เสรีภาพในการเดินทางก็ถือเป็นเสรีภาพพื้นฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน 

ดังนั้น การใช้วัคซีนพาสปอร์ตจึงเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดถี่ถ้วนกับมันมาก ๆ

อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศเริ่มพัฒนาการใช้วัคซีนพาสปอร์ตแล้ว เช่นในอิสราเอลเริ่มใช้ Green Pass ในประเทศมาต้ังแต่ต้นปี เพราะมีแผนจะฟื้นฟูอีเวนต์ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการดูคอนเสิร์ตร่วมกันของผู้คนจำนวนมาก ๆ แต่ก็จำกัดเฉพาะคนที่ได้รับวัคซีนแล้วเท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมต้องแสดง Green Pass ให้ดูก่อน ถึงจะเข้าได้ โดย Green Pass เป็นคล้าย ๆ ใบรับรองที่รัฐบาลออกให้ โดยจะมีอายุหกเดือนนับตั้งแต่ฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว ทำให้คนที่เข้าร่วมอีเวนต์เดียวกันมั่นใจและสบายใจได้ว่า นั่งรวมอยู่กับคนที่ได้รับวัคซีนแล้วทั้งหมด 

หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพิงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น กรีซ พยายามกดดันให้สหภาพยุโรปนำวัคซีนพาสปอร์ตมาใช้อย่างเข้มข้นและรวดเร็วที่สุด ทว่าก็ก่อให้เกิดคำถามว่า วัคซีนพาสปอร์ตนั้น ควรนำมาใช้เฉพาะการเดินทาง หรือต้องนับรวมไปถึงการหางานทำ (บริษัทอาจไม่รับถ้ายังไม่มีวัคซีนพาสปอร์ต) หรือการซื้อของต่าง ๆ และกระทั่งการเข้าร่วมอีเวนต์ต่าง ๆ แบบในอิสราเอล

ปัญหาของวัคซีนที่ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ก็คือ วัคซีนอาจป้องกันการเกิดโรคได้ แต่มันป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้จริงหรือ ถ้าเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์เกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา วัคซีนที่เราใช้อยู่จะสามารถป้องกันได้ไหม ซึ่งนั่นเป็นเพียงปัญหาพื้นฐานทางเทคนิคเท่านั้น ยังมีปัญหาทางปรัชญา ปัญหาจริยธรรม และปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้คนที่ต้องพิจารณาอีก

รายงานจาก Financial Times บอกว่า วัคซีนพาสปอร์ตอาจถูกนำมาใช้เพื่อกีดกันผู้คนจากการเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นได้ นอกจากนี้ การนำวัคซีนพาสปอร์ตเข้าสู่ระบบออนไลน์ ก็ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว หลายบริษัทอาจสามารถเข้าถึงระบบภูมิคุ้มกันของคนแต่ละคนได้ เพื่อนำข้อมูลขนาดใหญ่ไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะข้อมูลเหล่านี้ที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ

มนุษยชาติเป็นเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่ต้องการการเชื่อมโยงถึงกัน COVID-19 แบ่งแยกเราออกจากกันเพราะมาตรการ Social Distancing ที่เกิดขึ้นในระดับโลก แต่ไม่ช้าก็เร็ว มนุษย์จะอดรนทนต่อการแยกขาดไม่เชื่อมโยงถึงกันต่อไปไม่ไหว ไม่ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่ ใช้การได้หรือไม่ ความต้องการนี้จะทำให้เราอยากออกเดินทางอีกครั้ง อยากเชื่อมโยงสัมพันธ์อีกหน และนั่นจะบีบให้มนุษย์ต้องคิดหาวิธีการเพื่อรื้อฟื้นความเชื่อมโยงนั้นขึ้นมาอีก

 

แต่กระนั้น ในโลกที่ซับซ้อนขึ้น การใช้วัคซีนพาสปอร์ตแบบเดียวกับที่เราเคยใช้ ‘ใบเหลือง’ ในอดีต อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือค่อย ๆ หยิบจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่จะประกอบกันขึ้นมาเป็นวิธีแก้ปัญหานี้ แล้วค่อย ๆ จัดเรียง ค่อย ๆ ไล่ดู ว่ายังมีรูรั่วหรือช่องโหว่ตรงไหนอีกบ้าง เพื่อให้เราสามารถออกเดินทางเชื่อมโยงถึงกันได้อีกครั้ง