‘Water’ is not only a source, but also an essential factor of the existence of all living creatures: human beings, animals, as well as plants. Learning the nature of water contributes to the creation of houses, communities, transportation, beliefs, traditions, cultures, food, arts, etc. For this reason, water is considered as the precious natural resource that we have to conserve and manage with wit and sophistication, so that it will remain in the world for all time.


น้ำคือชีวิต
เพราะน้ำคือชีวิต
ทั้งเกิดก่อและหล่อเลี้ยง
ทำลายและเยียวยา…

ส่วนหนึ่งของบทเพลงที่สามารถสรุปให้เห็นถึงพลังของ ‘น้ำ’ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองและสันนิษฐานว่าในขณะที่โลกเย็นตัวลง และเกิดอุณหภูมิที่เหมาะสมจนปรากฏแหล่งนน้ำแล้วสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกที่ก่อเกิดจากการทำปฏิกิริยากันของสารเคมีในน้ำทะเลก็เกิดขึ้นจนเติบโต เป็นโมเลกุลและวิวัฒนาการจนเป็นเซลล์ที่สามารถสืบสายขยายพันธุ์จนเป็นสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลกใบนี้ รวมถึง มนุษย์

น้ำ คือปัจจัยสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตจนเรียกว่าขาดกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ดื่มกินใช้สอย แต่เริ่มตั้งแต่การปักรากฐาน ซึ่งมนุษย์มักเลือกไปอยู่ตามที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำ เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะตักตวงจากน้ำรู้ที่จะสร้างที่อยู่อาศัยให้ใต้ถุนสูง รู้ที่จะสร้างเรือเพื่อเอาชีวิตรอดและนำมาใช้เป็นพาหนะในการเดินทางบนผืนน้ำสู่การผจญภัยข้ามมหาสมุทร จนเกิดการค้นพบทวีป เกาะแก่งต่างๆ จากหยดน้ำนับล้านกลายมาเป็นฤดูฝน แล้วการเพาะปลูกก็เกิดขึ้นตามมา ความต้องการน้ำให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค นำมาซึ่งการสร้างสถานที่ไว้กักเก็บน้ำจนกลายเป็นฝายและเขื่อนในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียนรู้จากธรรมชาติของน้ำทั้งสิ้น

สำหรับประเทศไทย ยามภาวะฝนแล้ง คนแต่ละท้องถิ่นก็เชื่อว่าเกิดอาเพศเหตุร้าย ต้องหาวิถีทางว่าจะทำอย่างไรให้ฝนตกมาบรรเทาความร้อนแล้ง อดอยาก พิธีกรรมขอฝนจึงเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะได้ตามคำขอบ้างหรือไม่ได้บ้าง แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝนควรจะตก แต่กลับไม่ตก ก็ทำพิธีแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณเก่าก่อน เหมือนอย่างที่คนอีสานนิยม ‘จุดบั้งไฟ’ เพื่อขอฝนจาก ‘พญาแถน’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเทวดา ที่ทำให้เกิดฝนตก นอกจากนี้ยังมีแห่นางแมว โดยมีความเชื่อกันว่า หากแมวร้อง แสดงว่าฝนกำลังจะตก แต่บางท้องถิ่นก็เชื่อว่าแมวเป็นสัตว์มีอำนาจลึกลับสามารถเรียกฝนได้ พิธีสวดคาถาปลาช่อน โดยปล่อยปลาลงหลุมเล็กๆ มีพระมาสวดมนต์ 9 รูป หากปลากระโดดออกจากหลุม ฝนจะตกตามฤดูกาล (ซึ่งส่วนมากแล้วประเพณีเหล่านี้มักจะเป็นการผนวกพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผี การเกษตร และพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน)

ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีพิธีขอฝน ชาติอื่นๆ ก็มีความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เพื่อขอฝนเช่นกัน อย่างผู้คนแถบเอเชียนี้เชื่อกันว่า เมื่อใดที่กบออกมาจำนวนมาก แสดงว่าฝนใกล้จะตก บางชนเผ่าในประเทศจีนและเวียดนามจะมีพิธีตีกลองมโหระทึก หรือ ‘กลองกบ’ เรียกฝน โดยจะตีกลองพร้อมกับการร่ายรำเลียนแบบท่ากบ หรือประเพณีของชาวฮินดูในอินเดียที่จัดพิธีแต่งงานให้กับกบ กบจึงเป็นสัตว์สัญลักษณ์ เกี่ยวกับน้ำและฝน ส่วนในประเทศรัสเซีย หมู่บ้านแห่งหนึ่งจะส่งผู้ชาย สามคนปีนขึ้นต้นเฟอร์ คนหนึ่งถือค้อนเคาะถังเล็กๆ ทำเป็นเสียงฟ้าร้อง คนหนึ่งถือดุ้นฟืนติดไฟสองดุ้น เคาะให้กระทบกันจนไฟแตกกระจาย แทนฟ้าแลบ และอีกคนถือที่ใส่น้ำขึ้นไปโปรยลงมาให้คล้ายกับว่าฝนตกลงมาแล้ว ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าโยนกระดูกวัวควาย ลงไปในทะเลสาบ เทพเจ้าจะโกรธและบันดาลให้ฝนตก…วิถีชีวิตของ มนุษย์เราจึงคุ้นเคยกับการพึ่งพาฝนและมีพิธีขอฝนมาอย่างยาวนาน

เมื่อน้ำแล้งเราทำพิธีขอฝน แต่เมื่อฝนตกหนักเกินกว่าแม่น้ำคูคลองจะรับได้ เราก็มีพิธีไล่น้ำอย่างในสมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์จะล่องเรือ ไปยังสถานที่ทำพิธีตั้งเครื่องบัตรพลี ทำพิธีเรียกขวัญพระแม่คงคา จากนั้นจะ ‘เสด็จออกยืน’ กลางเรือพระที่นั่ง แล้วทรงโบก ‘วาลวิชนี’ (พัดโบก) หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปมาเหนือลำน้ำเพื่อขอให้ เกิดลมมาพัดกระแสน้ำให้ไหลลงทะเลเร็วๆ น้ำจะได้ลดลง หรืออาจจะมีการใช้พระแสงดาบฟาดฟันสายน้ำให้ขาด เพื่อเร่งให้น้ำลดลงอีกด้วย

ที่ต้องมีพิธีเช่นนี้ก็เพื่อไล่น้ำที่ท่วมท้องทุ่งให้ราษฎรได้เก็บเกี่ยวข้าวในนา ซึ่งพิธีนี้ไม่ได้ทำกันทุกปี แต่จะทำกันเฉพาะในปีที่เกิดน้ำหลากมากเกิน จนสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง พิธีกรรมนี้อาจจะช่วยไล่น้ำไม่ได้จริง แต่ก็ถือว่าสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก

เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงให้แก่ชีวิตและพืชพรรณ คนเราก็เห็นบุญคุณและอยากตอบแทนพระคุณของน้ำอันเป็นที่มาของประเพณีลอยกระทง โดยในฤดูน้ำหลาก ผู้คนจะประดิษฐ์กระทงสวยงามพร้อมธูปเทียนไปลอยในแหล่งน้ำใกล้ๆ ที่อยู่อาศัยของตน เพื่อขอขมาและแสดงความขอบคุณที่ทำให้เรามีน้ำไว้กินไว้ใช้ รวมถึงหลายๆ ชาติในทวีปเอเชียที่มีการลอยกระทง เช่น จีน พม่า ลาว กัมพูชา อินเดีย นอกจากนี้คนเราก็เริ่มหา กิจกรรมอื่นๆ ทำกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำแถมสร้างความสามัคคี ความสนุกสนานให้ผู้คนในชุมชน จนพัฒนากลายเป็นกีฬาที่ต้องจัดกันเป็นเทศกาลประจำปี ก็คือการแข่งเรือ เช่น แข่งเรือยาวที่จังหวัดชัยนาท และอีกหลายจังหวัดในภาคกลาง แข่งเรือล้านนาทางภาคเหนือ และแข่งเรือกอและในภาคใต้ ซึ่งมักจะจัดพร้อมกับงานบุญใหญ่ๆ ส่วนหน้าร้อน คนก็หาวิธีคลายร้อน โดยเล่นสาดน้ำกัน อาบน้ำให้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ แม้แต่อาหารการกินก็ยังรู้จักทำอาหารที่มีน้ำเป็นตัวชูโรง อย่างข้าวแช่ และได้ทำสืบต่อกันมาจนเป็นเทศกาลสงกรานต์ในทุกวันนี้

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ผ่านมานั้น ก็มีการอัญเชิญน้ำมูรธาภิเษก (น้ำพระพุทธมนต์ และเทพมนต์สำหรับสรงพระมหากษัตริย์) จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในประเทศไทยมาทำพิธี พระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความอลังการของขบวนเรือที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงฝีมือทางด้านประติมากรรมที่งดงามปรากฏบนเรือแต่ละลำด้วย นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ที่ข้าราชการต้องถวายสัตย์สาบานด้วยการดื่มน้ำที่ผ่านการปลุกเสกอ่านโองการแช่งไว้ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ว่าจะชนชั้นใด วัยหรืออาชีพไหนล้วนต้องเกี่ยวข้องกับน้ำทั้งสิ้น น้ำเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ผลักดันให้มนุษย์ดึงเอาความรู้และภูมิปัญญา มาจัดการกับน้ำจนเกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม พิธีกรรม ประเพณี งานศิลปะ อาหาร ฯลฯ

เมื่อน้ำทรงอิทธิพลและมีคุณค่าต่อชีวิตในโลกมากขนาดนี้ เราจึงต้องอนุรักษ์ จัดการ รวมถึงใช้ทรัพยากรน้ำอย่างชาญฉลาด อย่าให้หลงเหลือแต่เพียงร่องรอยของวัฒนธรรมที่ถือกำเนิดจากสายน้ำให้ชนรุ่นหลังได้แค่เพียงรับรู้เท่านั้น

ข้อมูลจาก
หนังสือศิลปวัฒนธรรมปีที่ 33 ฉบับที่ 3 มกราคม 2555 หน้า 152−167
น้ำ: พิธีกรรมและความเชื่อ; กระทรวงวัฒนธรรม.
น้ำ: บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย / สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา.
บทความ ย้อนรอย ‘เวนิสตะวันออก’ อยู่อย่างไทยในเมืองลอยน้ำ/ ชัชรพล เพ็ญโฉม.
เพลงประกอบ ‘สารคดีดนตรีเล่าเรื่อง−น้ำคือชีวิต’ ประพันธ์โดย ประภาส ชลศรานนท์ / ขับร้องโดย วงเฉลียง