Pure Life Experiences is a trade show for the global luxury market. Attendees will get inspiration for marketing the luxury segment and building tourism networks. The event’s highlight was the M ATTER programme that offered opportunities for knowledge, an exchange of and update on luxury tourism trends, as well as global situations by guest speakers from around the world.

 

เมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา ททท. ได้มีโอกาสส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน Pure Life Experiences ที่จัดขึ้นในวันที่ 8-9 กันยายน 2562 ณ เมืองมาราเคช ราชอาณาจักรโมร็อกโก ภายในงานมีหลายอย่างที่น่าสนใจ ฉีกกฎบางอย่าง เปลี่ยนภาพจำบางเรื่อง และสร้างความจดจำใหม่ จนอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง


WHAT IS PURE LIFE EXPERIENCES?

Pure Life Experiences คืองานส่งเสริมการขายสินค้าด้านการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่ม Luxury ระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้แรงบันดาลใจในการทำการตลาดของกลุ่ม Luxury และการสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน งาน Pure Life Experiences ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนทั้งสิ้น 539 คน ประกอบไปด้วย ผู้ซื้อและผู้ขายจากธุรกิจโรงแรม กลุ่มสินค้าคุณภาพสูง (High-End) และผู้ประกอบการทัวร์ แต่มีเพียง 10 แบรนด์ไทยเท่านั้นที่เข้าร่วมงานส่งเสริมสินค้าฯ ในครั้งนี้

 

WHY TO JOIN!

  • เพื่อเป็นการขยายธุรกิจของสินค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบการนำเสนอประสบการณ์แบบ Luxury
  • เพื่อสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวผ่านการพบปะพูดคุยกับผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรม
  • เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ของตัวเองภายในตลาดกลุ่ม Luxury
  • เพื่อค้นหาแนวคิดใหม่ๆ ในการทำการตลาด รวมถึงศึกษาแนวโน้มและทิศทางด้านการท่องเที่ยวจากวิทยากรที่มาร่วมบรรยายภายในงานสัมมนา MATTER กว่า 50 คนจากทั่วทุกมุมโลก
  • เพื่อเป็นการ ‘ให้’ กลับคืนสู่ชุมชนบริเวณสถานที่จัดงาน: ในทุกๆ ปีของการจัดงาน Pure Life Experiences จะมีกิจกรรม CSR ที่ผู้เข้าร่วมงานจะทำร่วมกับชุมชนละแวกสถานที่จัดงาน อาทิ การช่วยสร้างถนนให้แก่ชุมชนบนภูเขาแอตลาส ช่วยปลูกพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ต่อไปให้กับชุมชน ช่วยซ่อมแซมและต่อเติมโรงเรียนในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ เป็นต้น

 


WHAT IS THE ‘MATTER’ 2019?

MATTER คือ งานสัมมนาให้ความรู้ที่จัดขึ้นภายใต้งาน Pure Life Experiences การสัมมนา MATTER มีความแตกต่างจากสัมมนาทั่วๆ ไปเพราะเป็นการสัมมนาที่นิยามตัวเองว่า The Unconference สาเหตุที่สัมมนา MATTER นิยามตนเองว่า The Unconference ก็เพราะว่าการจัดงานสัมมนานี้มีลักษณะงานที่ไม่เหมือนการจัดสัมมนาทั่วๆ ไป สถานที่จัดบรรยายในปีนี้ไม่ใช่ห้องประชุม แต่คือสระว่ายน้ำที่ผู้เข้าร่วมสามารถนอนอาบแดดหรือว่ายน้ำไปพร้อมกับการฟังบรรยายได้ในเวลาเดียวกัน

 

THE TOPIC OF THE MATTER 2019!

ปีนี้มี 6 หัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ สรุปได้ดังต่อไปนี้

หัวข้อการบรรยายที่ 1

Luxury Trends and 6 Top

Tips: เทรนด์ Luxury กับเคล็ดลับ 6 อย่างที่ใช้สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยว Luxury ยุคใหม่

Luxury Trends

ผู้บรรยายกล่าวไว้ว่า

“Sustainable Luxury is the future – travel brands must adapt to survive”

เป็นประโยคสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงมุมมอง “ความหรูหราที่ยั่งยืน คืออนาคตที่จะทำให้แบรนด์ขับเคลื่อนไปได้” ในปัจจุบัน ผู้คนมองหาภาพลักษณ์ที่ดีผ่านสุนทรียภาพ ทำให้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกำลังกลายเป็นจุดขายที่สำคัญ ผู้บริโภคในยุคนี้สามารถแยกแยะได้ระหว่างความยั่งยืนกับโฆษณาชวนเชื่อ (ที่แสดงภาพลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียงแค่การสร้างภาพ)

3 เทรนด์ Luxury ที่สำคัญ

1. ผู้บริโภคมองหาวิธีการเติมเต็มชีวิต ผ่านความหรูหรารูปแบบใหม่ที่ยั่งยืน

นักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีระดับการศึกษาสูง และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อพวกเขาเดินทางไปเยือน ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังให้นิยามความหมายของคำว่า Luxury ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องราคา แต่ Luxury ในรูปแบบของพวกเขาคือ ความหรูหราที่ไม่จำเป็นต้องหรูหรา แต่มีคุณค่าทางจิตใจ (สินค้าต้องมี Value) และในขณะเดียวกันก็ช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการเติมเต็มชีวิต

2. ผู้บริโภคในอนาคตจะลงทุนกับการท่องเที่ยว Luxury แบบยั่งยืน

ร้อยละ 72 ของ Gen Z จะจ่ายเงินมากขึ้นให้กับสินค้าและบริการจากบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 64 สำหรับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 36 สำหรับสังคมและชุมชน) ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลุ่ม Millennials ก็มีกรอบความคิดที่เป็นสากลมากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนๆ มีความต้องการที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในโลก ในตอนนี้และอนาคต นักท่องเที่ยวที่ชอบการท่องเที่ยว Luxury จะกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลกมากกว่าอดีต

3. สินค้าทางการท่องเที่ยว Luxury ที่ประสบความสำเร็จ จะทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

ในขณะที่วิถีปฏิบัติที่แสดงออกถึงความรักษ์โลกเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การลดปริมาณการบริโภคอาหารที่เกินความจำเป็น (เหลือทิ้ง) และการใช้พลังงานทดแทนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม การถือปฏิบัติเหล่านี้กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมและกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการแบรนด์ Luxury จะยึดถือปฏิบัติความคิดของคนรุ่นใหม่สำหรับการให้การบริการ Luxury จะมีความแปลกใหม่และมีไอเดียนอกกรอบมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง โรงแรมสำหรับชาวมังสวิรัติในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับจำนวนชาวมังสวิรัติที่เพิ่มมากขึ้นถึง 3.5 เท่าจากปี 2006 ในสหราชอาณาจักรและเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 600 ในระยะเวลาเพียง 3 ปีในสหรัฐอเมริกา

6 Top Tips: เคล็ดลับ 6 อย่างที่ใช้สำหรับดึงดูด

นักท่องเที่ยว Luxury ยุคใหม่

1. Get familiar with the ‘new luxury’:

ทำความคุ้นเคยกับการท่องเที่ยว Luxury รูปแบบใหม่ ที่เน้นการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

2. Use ecotourism principles to plan best practice:

ใช้ข้อปฏิบัติของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (4Cs) ในการวางแผน ประกอบด้วย การอนุรักษ์ (Conservation) ชุมชน (Community) ธุรกิจ (Commerce) และวัฒนธรรม (Culture)

3. Collaborate, don’t go it alone:

ร่วมมือและทำงานแบบบูรณาการ ไม่ทำงานคนเดียว และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น/แหล่งท่องเที่ยว

4. Help guests achieve self-fulfillment:

สนับสนุนนักท่องเที่ยวในการเติมเต็มความต้องการ เนื่องจากนักท่องเที่ยวระดับ Luxury ยุคใหม่ เริ่มมองหาการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตและมองหาโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเยียวยาโลกและรักษาสิ่งแวดล้อม

5. Be authentic and avoid greenwashing:

แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง (Be authentic) และหลีกเลี่ยงการสร้างภาพลักษณ์ชวนเชื่อที่ไม่เป็นความจริงที่แสดงออกถึงการรักษ์สิ่งแวดล้อม

6. Don’t be afraid to dream big:

อย่ากลัวที่จะคิดทำการใหญ่ หาแรงบันดาลใจจากสินค้าอื่นๆ และก้าวนำหนึ่งก้าวเสมอ


หัวข้อการบรรยายที่ 2

Boosting Brand Love

 

 

 

  • สิ่งที่ต้องคำนึงในการส่งเสริมและพัฒนาแบรนด์ในยุคปัจจุบัน คือ สินค้า (Product) การออกแบบ (Design) ราคา (Price) และการใช้สื่อออนไลน์ (Social Media) นอกจากนี้แบรนด์จะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับประสบการณ์ Do (peak) Experience หรือประสบการณ์ที่โดดเด่น เติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury ที่คำนึงถึง Privacy, Variable, Peak Moment/Brand Community, Brand Experience และ Brand Extension เพราะเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนแบรนด์และส่งผลต่อความนิยมของสินค้าในอนาคต
  • Brand Intensity: การขับเคลื่อนแบรนด์ในปัจจุบัน จะต้องมองให้ลึกไปถึงการสื่ออารมณ์ของสินค้า ยกตัวอย่าง การผลิตสบู่ แบรนด์ไม่เพียงแค่พูดถึงสบู่ แต่จะต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกอยากอาบน้ำด้วยเช่นกัน โดยใช้เทคนิคการสื่อสารที่ลึกซึ้ง (Emotional, Feeling, Storytelling, Creativity) และจะต้องสร้างความแตกต่างและโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ่านประสบการณ์ (Difference VS Distinctive)
  • Earn It: การเข้าถึงลูกค้า จะต้องคำนึงถึง Segment, Target, Position ผ่านการสื่อสารหลากหลายช่องทางบนโลกออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่างๆ การค􀀏ำนึงถึงสิ่งเหล่านี้จะทำให้แบรนด์สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าประเภทเฉพาะเจาะจง (Fragment) ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในปัจจุบัน เราใช้ชีวิตท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน ดังนั้นต้องเข้าใจการเข้าถึงลูกค้าให้ได้อย่างถ่องแท้

 


หัวข้อการบรรยายที่ 3

Getting Started on your sustainability journey

  • ในอนาคตเราต้องการให้โลกเป็นแบบไหน?: ปัจจุบันการท่องเที่ยวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อมนุษย์ได้มากมาย รวมไปถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดที่มีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นการเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน
  • นักท่องเที่ยวมักจะเริ่มต้นการท่องเที่ยวจากความรู้สึกเฉยๆ แต่หากพวกเขาได้สัมผัสกับประสบการณ์จากการท่องเที่ยวที่ประทับใจและน่าจดจำ จะทำให้พวกเขาอยากที่จะไปเล่าต่อและแบ่งปันประสบการณ์กับคนใกล้เคียง หรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักผ่านโลกออนไลน์ ในปัจจุบันการบอกเล่าต่อ (Word of mouth) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างการตระหนักรู้และสร้างแรงจูงใจในการเดินทางท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวหลายๆ คนโดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทาง ด้วยเหตุนี้เองการมีคอนเทนต์ที่ดีที่สร้างสรรค์ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury ได้เป็นอย่างดี
  • Sustainable Tourism เปรียบเสมือนการสื่อสารและการให้การศึกษา สิ่งเหล่านี้สามารถเริ่มต้นได้จากจุดเล็กๆ อาทิ การเริ่มต้นจากจุดอ่อนขององค์กร นอกจากนี้การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว จะทำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตในระยะยาว (Long Run)

หัวข้อการบรรยายที่ 4

Cracking Gen Z

  • กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z จะกลายเป็นกลุ่มนักเดินทางที่เดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Gen Z ชาวจีน ถึงแม้ว่า Gen Z จะมีอุปสรรคในเรื่องของงบประมาณในการเดินทางท่องเที่ยวบ้าง แต่ Gen Z จะเป็นกลุ่มนักเดินทางที่ตั้งใจสะสมเงินเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะ และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีรูปแบบการหาเงินเพื่อการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและทันสมัย อาทิ การหาผู้สนับสนุนจ้างรีวิวสินค้าหรือประสบการณ์การท่องเที่ยว การน􀀏ำเสนอหรือสร้างแพลตฟอร์ม หรือโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพื่อนำมาสร้างรายได้ให้กับตัวเอง
  • Social Media และ Influencers คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่ม Gen Z เป็นอย่างมากในปัจจุบันและอนาคต แต่ขณะเดียวกัน Gen Z กลับไม่ชอบไปในสถานที่ที่เป็นที่นิยมบนโลกออนไลน์เช่นเดียวกัน เพราะการไปในสถานที่ยอดนิยมเหล่านั้น จะทำให้พวกเขารู้สึกซ้ำกับคนอื่นๆ หรือรู้สึกเหมือนเคยไปสถานที่นั้นมาแล้ว Gen Z จะมองหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต และเลือกที่จะไปไกลจากเมืองใหญ่ เพื่อสัมผัส เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง โดยสิ่งเหล่านั้นจะต้องแปลกใหม่และสามารถแสดงออกถึงชีวิตที่หรูหราเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และแสดงให้คนอื่นได้เห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย
  • Experience is behind the scene: แม้กล่มุ Gen Z จะชอบถ่ายภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่จะสัมผัสกับประสบการณ์ท้องถิ่นและสถานที่แปลกใหม่ โดยจะใช้เวลาในการหาข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ และจะมีความเชื่อมั่นในข้อมูลและสิ่งที่ตัวเองรู้ นอกจากนี้การได้ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมักจะนำไปสู่การบอกเล่าต่อให้คนอื่นฟังของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

หัวข้อการบรรยายที่ 5

Managing the fallout (World situation and crisis management)

  • วิกฤติมากมายในปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเหตุนี้เอง แหล่งท่องเที่ยวจะต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติต่างๆ ที่จะเกิด การทำงานร่วมกับภาครัฐจะทำให้สามารถผ่านวิกฤติไปได้อย่างทันท่วงที และช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากยิ่งขึ้น
  • First respond plan: ต้องมีแผนเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องมีแผนสำรองด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือการมีความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และความพร้อมในการให้ข้อมูลที่ทันสมัย รวดเร็ว อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ต้องมีพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อรับทราบข้อมูลและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในด้านความปลอดภัย
  • Technology with crisis: ควรจัดทำแอปพลิเคชันเพื่อรายงานสถานการณ์ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์คือวิธีที่รวดเร็วที่สุด ในทางกลับกันการสื่อสังคมผ่านช่องทางออนไลน์ก็เป็นช่องทางที่ข้อมูลข่าวสารสามารถคลาดเคลื่อนได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน
  • Impact of government: ข้อมูลจากรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีความน่าเชื่อถือและเป็นช่องทางที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น รัฐบาลเองต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศอื่นๆ เพราะจะเกิดช่องว่างระหว่างสถานการณ์จริงและข่าวลือ ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง และวางแผนเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรอบคอบ

หัวข้อการบรรยายที่ 6

Where the Sector is headed next

  • ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาได้ลึกและรวดเร็วในปัจจุบัน แต่การเชื่อมโยงของมนุษย์กลับมีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นและยากที่เทคโนโลยีจะเข้าถึง สิ่งนี้ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ที่ว่า “โลกถูกเชื่อมโยงถึงกันด้วยพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ดี สภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่จะต้องดีด้วยเช่นกัน”
  • ในปัจจุบัน กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่การนวด การเดินทางเพื่อเข้าร่วมชั้นเรียนโยคะ หรือไปโรงพยาบาลประเทศอื่นอีกต่อไป แต่จะเป็นการได้ใช้เวลาร่วมกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเดินทางเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองมากยิ่งขึ้น

‘CSR’ WITH PURE LIFE EXPERIENCES:

งานดีที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

การจัดงาน Pure Life Experiences และสัมมนา MATTER ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการจัดงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยทีมผู้จัดงานได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในทุกๆ ด้าน ได้แก่

‘CSR’ in process

1. ถุงผ้ารักษ์โลก:

เมื่อผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียนหน้างาน จะได้รับถุงผ้าท่านละ 1 ใบ ซึ่งภายในถุงจะประกอบด้วย ขวดแก้ว สมุด ปากกา พัด และคู่มือรวบรวมหัวข้อสัมมนาและแผนที่ตั้งของห้องย่อยต่างๆ ภายในงาน

2. จุดเติมน้ำดื่มและถังขยะแยกประเภท:

ทั่วบริเวณงานจะมีตู้บรรจุน้ำดื่มไว้ให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมประชุม รวมไปถึงถังขยะแยกประเภทอย่างชัดเจน

3. จุดบริการอาหารและของว่าง:

การให้บริการอาหารว่างและอาหารกลางวันนั้น จะมีจุดบริการกล่องกระดาษ ส้อม และมีด ที่ทำจากไม้ ไว้ให้บริการประจำจุด โดยผู้เข้าร่วมประชุมสามารถหยิบภาชนะที่เตรียมไว้ ไปตักอาหารที่ซุ้มบริการอาหาร และมารับประทานตามจุดที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโต๊ะแบบค็อกเทลทรงสูง เพื่อประหยัดพื้นที่ภายในงาน

4. สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ:

ให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม โดยจัดเจ้าหน้าที่ดูแลตู้สุขาเคลื่อนที่เพื่อทำความสะอาดและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

‘CSR’ after process

กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘Give Back to Local Communities’ โดยในทุกๆ ปีของการจัดงาน Pure Life Experiences จะมีกิจกรรม CSR ที่ให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบๆ ของสถานที่จัดงาน อาทิ การช่วยสร้างถนนให้แก่ชุมชนบนภูเขาแอตลาส การช่วยปลูกพืชเศรษฐกิจ ‘Argan Tree’ เพื่อสร้างรายได้ต่อไปให้กับชุมชน และการช่วยซ่อมแซมและต่อเติมโรงเรียนในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ เป็นต้น

จากการเข้าร่วมงาน Pure Life Experiences และสัมมนา MATTER ในครั้งนี้ ทำให้สามารถนำมุมมองแนวคิดที่ดีๆ มาคิดต่อยอดกับการท่องเที่ยวของไทย ทั้งจากมุมที่เรายังขาดความแข็งแรงในบางเรื่องที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่ก็ยังมองเห็นโอกาสในบางเรื่อง อย่างเรื่องของการที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ให้ความหมายใหม่ของคำว่า Luxury ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของความฟุ่มเฟือย หรูหรา ที่มีมูลค่าสูงอีกต่อไป ตรงข้ามกลับเน้นคุณค่าทางจิตใจ ประสบการณ์ที่น่าประทับใจ การใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยสามารถนำสิ่งสำคัญเหล่านี้ มาปรับปรุงสินค้าทางการท่องเที่ยวของเราได้อีกมากมาย